Month: May 2020

ศีล สมาธิ ปัญญา

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

email : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่น)

dou

ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล สมาธิ ปัญญา

เครื่องฟอกจิตให้พ้นจากอาสวะทั้งปวง

เผยแพร่

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563

ศีล

ศีล ที่ปรากฏในคำสอนทางพระพุทธศาสนามีหลากหลายนัย มีคำแปลหลายความหมาย หมายถึง การรวบรวมกาย วาจา จากที่เคยเป็นไปกับด้วยอกุศล ก็เป็นไปกับด้วยกุศลมากยิ่งขึ้น เป็นความประพฤติเรียบร้อยดีงาม หมายถึง เป็นที่รองรับกุศลธรรมทั้งหลาย นอกจากนั้นยังมีความหมายหลายอย่าง คือ ปกติ เกษม สำรวม ซึ่งโดยมากเรามักเข้าใจว่า ศีล คือ การกระทำทางกาย วาจา เป็นการวิรัติงดเว้นที่จะไม่กระทำบาป ทางกาย วาจา เท่านั้น เช่น งดเว้นจากการฆ่าสัตว์งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ซึ่งเป็นศีล ๕ แต่ในความเป็นจริง ศีล มีหลากหลายนัย ขึ้นอยู่กับว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงศีล โดยนัยใด จึงสำคัญอยู่ที่ผู้ศึกษาจะต้องมีความละเอียดรอบคอบในการศึกษา เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง และประการที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า ศีล เป็นธรรม     

นัยหนึ่งที่ทรงแสดงเรื่องศีล จำแนกศีล ออกเป็น ๔ อย่าง คือ

ซึ่งมีคำอธิบายโดยสังเขป ดังนี้  

  1. เจตนา เป็นศีล หมายถึง เจตนาที่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ เป็นต้น ขณะที่มีความจงใจ ตั้งใจ ที่งดเว้นในสิ่งที่ไม่ดีเหล่านั้น ก็เป็นศีล เป็นธรรมที่มีจริง
  2. เจตสิกเป็นศีล คือ การงดเว้นจากความโลภ คือไม่เพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่นมาเป็นของตน ที่เป็นอนภิชฌา งดเว้นจากการพยาบาท คือ ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น ที่เป็น อพยาปาทะ และ มีความเข้าใจถูกเห็นถูก ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่า เจตสิกเป็น ศีล เป็นธรรมที่มีจริง
  3. การไม่ก้าวล่วงเป็นศีล คือ มีเจตนาสมาทานศีล ซึ่งเป็นการถือเอาด้วยดีเป็นข้อปฏิบัติที่จะรักษา โดยไม่ล่วงละเมิด ในสิ่งที่ตนเองได้ตั้งใจเอาไว้ เพื่อความเป็นผู้มีความประพฤติเป็นไปทางกาย  ทางวาจาที่ดีงาม อย่างนี้ เรียกว่า การไม่ก้าวล่วง เป็นศีล
  4. ความสำรวม หรือ การสังวร เป็นศีล ความสำรวม หรือ การสังวรในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงอาการกิริยาภายนอกที่ทำการสำรวม แต่มุ่งหมายถึงสภาพจิตเป็นสำคัญ กล่าวคือ สภาพจิตที่เป็นกุศล อันเป็นการปิดกั้นไม่ให้อกุศลธรรมเกิดขึ้นเป็นไป ในขณะที่กุศลเกิดขึ้น การสำรวม หรือ สังวรนั้นมี ๕ ประการ คือ

– ปาฏิโมกขสังวร คือ การประพฤติงดเว้นในข้อบัญญัติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสห้ามไว้ และน้อมประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์ทรงอนุญาต เป็นไปเพื่อขัดเกลาละคลายกิเลสของตนเอง ก็เป็น ศีล  

– สติสังวร คือ การสำรวมด้วยสติ ในขณะที่มีสติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และใจชื่อว่า สติสังวร ก็เป็นศีล

– ญาณสังวร คือ การสำรวมด้วยปัญญา ในขณะที่ปัญญาเกิด ละกิเลส ชื่อว่า สังวรด้วยปัญญา และหมายรวมถึงการพิจารณาปัจจัยที่ได้มา มีอาหาร เป็นต้น ก่อน แล้วจึงบริโภคใช้สอย ว่า ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลินมัวเมา แต่เพื่ออุปการะเกื้อกูลให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้ เพื่อศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลสของตนเองต่อไป การพิจารณาด้วยปัญญาแล้วจึงบริโภค ก็ชื่อว่า ญาณสังวร เป็นศีลในขณะนั้น คือ ปัจจยสันนิสสิตศีล

– ขันติสังวร คือ การสำรวมด้วยขันติ ความเป็นผู้อดทนต่อหนาวและร้อน อดทนที่จะไม่เป็นไปตามอำนาจของกิเลส มีโลภะ โทสะ เป็นต้น ชื่อว่า สำรวมด้วยขันติ ก็เป็นศีล 

– วิริยสังวร คือ สังวรด้วยความเพียร เป็นการปรารภความเพียร เพื่อไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลที่เกิดแล้ว เพื่อเจริญกุศลยิ่งๆ ขึ้นไป ชื่อว่าสำรวมด้วยวิริยะ ก็เป็นศีล ด้วย  

ศีล มีหลากหลายนัย คือ ทั้งเจตนางดเว้นจากบาปก็เป็นศีล และไม่ใช่เพียงงดเว้นจากบาป ที่เป็นวิรตีเจตสิกเท่านั้น ขณะที่เจตนาที่จะประพฤติสมาทานศีล อันเป็นการไม่ก้าวล่วงตามที่ตั้งใจไว้ ก็เป็นศีล และแม้ไม่มีการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ไม่มีวิรตีเจตสิกเกิดร่วมด้วยในขณะนั้น แต่มีการสำรวม สังวรก็ชื่อว่า ศีล ที่เป็นสติสังวร เป็นต้น ด้วย  

อีกนัยหนึ่งที่ทรงแสดงศีล ๒ อย่าง ที่เป็น วาริตศีล และ จาริตตศีล ดังนี้ คือ วาริตศีล เป็นการงดเว้นในสิ่งที่ควรงดเว้น เช่น งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ เป็นต้น นอกจากจะเว้นในสิ่งที่ควรงดเว้นแล้ว ก็ยังจะต้องน้อมประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงามด้วย เช่น เลี้ยงดูมารดาบิดา ประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน ช่วยเหลื่อผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งเป็นจาริตศีล

และอีกนัยหนึ่งที่ทรงแสดงศีล โดยนัยที่เป็นปกติ กล่าวคือ ทรงแสดงตามความประพฤติเป็นไปของสัตว์โลก ว่า ไม่พ้นไปจากสิ่งเหล่านี้  คือ ปกติเป็นอกุศล ก็เป็นอกุศลศีล ปกติเป็นกุศล ก็เป็นกุศลศีล และ ปกติเป็นอัพยากตะ (สำหรับพระอรหันต์) ก็เป็นอัพยากตศีล

ความประพฤติเป็นไปของสัตว์โลก ที่ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ก็ยังไม่พ้นไปจากความประพฤติเป็นไปที่เป็นอกุศล บ้าง เป็นกุศล บ้าง ตามการสะสม เพราะเหตุว่าการที่จะดับอกุศลได้นั้น ต้องเป็นการอบรมเจริญปัญญาเท่านั้น พระอริยบุคคล เป็นผู้ดับอกุศล (ดับอกุศลศีล) ได้ตามลำดับขั้น จนกว่าจะดับได้อย่างหมดสิ้น เมื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ จึงกล่าวได้ว่า พระอรหันต์ ดับได้ทั้งอกุศลศีล และ ไม่มีกุศลศีลเกิดขึ้นเป็นไป มีแต่อัพยากตศีล เท่านั้น  

 

ประเภทแห่งศีลมีเท่าไร

มี ๔ ประเภท คือ
๑. ภิกขุศีล คือ ผู้รักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ตามในพระปาฏิโมกข์
๒. ภิกขุณีศีล คือ ผู้รักษาศีล ๓๑๑ ข้อ ตามในพระปาฏิโมกข์
๓. สามเณรศีล คือ ผู้รักษาศีล ๑๐ ข้อ ตามในพระปาฏิโมกข์
ข้อ ๑ – ๓ ไม่ต้องสมาทานศีลแล้ว หมายความว่า ทำพิธีบวชพอสำเร็จเป็นพระแล้ว ไม่ต้องสมาทานอีก
๔. คฤหัสถ์ศีล คือ ผู้รักษาศีล ๕ เป็นศีลของผู้ครองเรือน ต้องมีการสมาทานโดยเฉพาะ

ศีลมี ๒ อย่าง คืออะไรบ้าง?

๑. ปรันตศีล คือ ยอมให้ศีลขาดเมื่อมีเหตุปัจจัย เช่น งูเห่าแผ่แม่เบี้ยจะกัดเรา เราก็ตีงูก่อน
๒. อปรันตศีล คือ ไม่ยอมให้ศีลขาดแม้ตัวจะตายก็ยอม (ศีลของพระอริยบุคคล)

ศีล 5 มีความหมายคือ

๑. เว้นจากทำลายชีวิต
๒. เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้
๓. เว้นจากประพฤติผิดในกาม
๔. เว้นจากพูดเท็จ
๕. เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

สมาธิ

ความหมายของสมาธิ สามารถอธิบายได้ทั้งในเชิงลักษณะผลของสมาธิที่เกิดขึ้นและอธิบายในลักษณะในเชิงการปฏิบัติ

1. ความหมายในเชิงลักษณะผลของสมาธิ
สมาธิ คือ อาการที่ใจตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวอย่างต่อเนื่อง หรือ อาการที่ใจหยุดนิ่งแน่วแน่ สงบรวมเป็นหนึ่ง มีแต่ความบริสุทธิ์ผ่องใส สว่างไสวผุดขึ้นในใจ จนกระทั่งสามารถเห็นความบริสุทธิ์นั้นด้วยใจตนเอง

2.ความหมายในเชิงลักษณะการปฏิบัติสมาธิ
สมาธิ แปลว่า ความตั้งมั่นของจิต หรือภาวะที่จิตแน่วแน่ต่อสิ่งที่กำหนด หรือการที่จิตกำหนดแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน

สมาธิเป็นความตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด ว่าโดยสภาพธรรมแล้ว ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมหนึ่งที่จะต้องเกิดร่วมกับจิตทุกขณะ ทุกประเภท ไม่มีเว้น ดังนั้น ทุกขณะมีสมาธิเกิดแน่นอน แต่ที่น่าพิจารณาคือ ถ้าเกิดกับอกุศล ก็เป็นมิจฉาสมาธิ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเกิดกับกุศล ก็เป็นสัมมาสมาธิ เพราะเป็นความถูกต้อง ในขณะที่เป็นกุศล จะเป็นอกุศลไม่ได้ 

สมาธิ เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ว่าโดยสภาพธรรมแล้ว เป็นเจตสิกประการหนึ่งที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด อารมณ์ คือ สิ่งที่จิตรู้ เมื่อจิตเกิดขึ้นต้องรู้อารมณ์ และก็จะต้องมีสมาธิซึ่งเป็นเอกัคคตาเจตสิกเกิดร่วมกับจิตทุกครั้งทุกขณะ ไม่เว้นเลย ตั้งมั่นในอารมณ์ที่จิตกำลังรู้ ดังนั้น ไม่ว่าจะนั่ง จะยืน จะนอน จะเดิน จึงไม่ปราศจากสมาธิเลย เพราะเกิดกับจิตทุกขณะ

และที่ควรพิจารณาคือ สมาธิหรือเอกัคคตาเจตสิก เกิดกับอกุศล ก็เป็นอกุศลสมาธิ อกุศลสมาธิ เช่น การนั่งสมาธิ ไม่ควรเจริญ ไม่ควรประกอบ ซึ่งขณะนั้นเป็นไปกับด้วยความต้องการ อยากจะสงบ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ความสงบ เป็นเรื่องของกุศลธรรม  อกุศลสมาธิไม่เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม มีปัญญาเป็นต้น มีแต่จะเพิ่มพูนความไม่รู้และอกุศลธรรมอื่นๆ ต่อไป

ในสมัยพุทธกาล อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นเพศฆราวาส ไม่ได้ทำอะไรให้ชีวิตผิดปกติ  เพราะท่านเข้าใจว่า ธรรม เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน การเจริญอบรมปัญญา ความสงบจึงไม่ต้องไปทำอะไรให้ผิดปกติโดยการนั่งสมาธิ แต่ท่านเข้าใจถูกและอบรมปัญญาในชีวิตประจำวัน และก็ทำกิจการงาน ดังเช่น คฤหัสถ์ในปัจจุบันด้วยดังเช่น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่เป็นพ่อค้า และ เป็นอริยสาวก และ อบรมปัญญาเจริญกุศลในชีวิตประจำวัน มีการให้ทาน รักษาศีล อบรมปัญญา โดยไม่ได้ไปปลีกวิเวก หาที่นั่งสงบเลย เพราะ ความสงบ คือ จิตใจที่เป็นกุศลที่เกิดได้ในชีวิตประจำวันเพราะจิตที่ดีสงบ ไม่ได้เลือก

ดังนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องสมาธิ ในสมัยพุทธกาลว่า สมาธิ มี สองอย่าง คือ สัมมาสมาธิ และ มิจฉาสมาธิ สมาธิใดที่เป็นความตั้งมั่น ที่ไม่ได้หมายถึง จะต้องไปนั่งสมาธิ แต่ขณะแม้เพียงขณะจิตเดียวก็มีสมาธิ แต่เป็นความตั้งมั่น ขณะจิตที่มีปัญญาเกิดร่วมด้วยที่รู้ความจริงที่เป็นวิปัสสนาภาวนา ขณะนั้นก็มีสมาธิด้วย และเป็นสัมมาสมาธิ ที่เป็น สมาธิที่ควรเจริญ 

ส่วนการกระทำที่ได้แต่ความนิ่ง ไม่ทำให้เกิดปัญญาความรู้ พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงว่าเป็น มิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง เพราะเกิดกับอกุศลจิต มี โลภะ และโมหะ เป็นต้น คือ มีความต้องการที่จะทำ อยากที่จะสงบ อันเป็นความต้องการที่เป็นโลภะ และขณะที่นิ่งก็ไม่รู้อะไร ขณะนั้นก็มีโมหะเกิดร่วมด้วย พระพุทธเจ้าทรงติเตียนมิจฉาสมาธิว่าไม่ควรเจริญ

ปัญญา

ปัญญาคืออะไร

ปัญญา แปลว่า ความรู้ทั่ว คือรู้ทั่วถึงเหตุถึงผล รู้อย่างชัดเจน, รู้เรื่องบาปบุญคุณโทษ, รู้สิ่งที่ควรทำควรเว้น เป็นต้น เป็นธรรมที่คอยกำกับศรัทธา เพื่อให้เชื่อประกอบด้วยเหตุผล ไม่ให้หลงเชื่ออย่างงมงาย

ปัญญา ทำให้เกิดได้ 3 วิธี คือ

1. โดยการสดับตรับฟัง การศึกษาเล่าเรียน (สุตมยปัญญา)
2. โดยการคิดค้น การตรึกตรอง (จินตามยปัญญา)
3. โดยการอบรมจิต การเจริญภาวนา (ภาวนามยปัญญา)
ปัญญาที่เป็นระดับอธิปัญญา
คือปัญญาอย่างสูง จัดเป็นสิกขาข้อหนึ่งใน สิกขา 3 หรือ ไตรสิกขา คือ อธิศีล อธิสมาธิ อธิปัญญา

สิกขา สิกขาบท หมายถึง ข้อที่จะต้องศึกษา ข้อที่ต้องปฏิบัติ ในทางศาสนาหมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา
ในคำไทยนำมาใช้ว่า ศึกษา หมายถึงการเล่าเรียน หรือพูดซ้ำว่า การศึกษาเล่าเรียน
สิกขาบทหมายถึงข้อศีล ข้อวินัย คือศีลแต่ละข้อ วินัยแต่ละข้อ เช่นศีลของสามเณรมี ๑๐ ข้อ เรียกว่ามี ๑๐ สิกขาบท ศีลของพระภิกษุ มี ๒๒๗ ข้อ เรียกว่ามี ๒๒๗ สิกขาบท

ศูนย์ประสานงาน

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ติดต่อด้วยตัวเอง
ศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย  อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ฯ โซนอาคาร 3 ชั้น 2
วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี    
– วันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-11.00 และ 13.00-17.00 น.
– วันอาทิตย์ที่เสา N26 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย โทรศัพท์ 062-620-9090,086-326-3822
ติดต่อทางไปรษณีย์
ส่งเอกสารต่างๆ โดยจ่าหน้าซองมาที่
ศูนย์ประสานงานดีโอยู ตู้ ป.ณ. 69 ปณจ.คลองหลวง จ.ปทุธานี 12120
ทาง Internet
website    : www.dou.us/www.thaidou.us
email        : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย) / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ)
 

คิหิสุข

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

คิหิสุข : สุขของฆราวาสผู้ครองเรือน

"คิหิสุข"

คิหิสุข หมายถึง สุขของคฤหัสถ์ คือ ความสุขของชาวบ้าน เป็นความสุขที่ชาวบ้านควรพยายามเข้าถึงได้สม่ำเสมอ หรือ ความสุขอันชอบธรรมที่่ผู้ครองเรือนควรมี

ความสุขคืออะไร

ความสุข คือ ความสบายกายสบายใจ เป็นสิ่งที่คนเราต้องการมากที่สุด ตรงกันข้ามกับความทุกข์ที่ไม่มีใครต้องการ แต่ทำไมคนเราจึงยังมีทั้งความสุขและความทุกข์ คือ มีสุขบ้าง ทุกข์บ้างคละเคล้ากันไป ต่างแต่บางคนมีสุขมากกว่าทุกข์ บางคนมีทุกข์มากกว่าสุข ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักสุขและทุกข์ และเหตุเกิดแห่งสุขและทุกข์ได้เป็นอย่างดี ก็จะตอบคำถามนี้ได้อย่างมีเหตุผล
ก่อนอื่น ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ความสุขและความทุกข์ของมนุษย์ เกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง ที่เรียกว่าเป็น กรรมลิขิต คือ เป็นไปตามกรรมของแต่ละคน ไม่ใช่เกิดจากการอ้อนวอน หรือ การบันดาลของเทพเจ้าที่เรียกว่า พรหมลิขิตความสุข เกิดจากกรรมฝ่ายกุศล ตรงข้ามกับความทุกข์ที่เกิดจากกรรมฝ่ายอกุศล เช่น อบายมุข ๖ ที่กล่าวมาแล้ว ความสุขจัดอยู่ใน นิโรธ (ธรรมที่ควรบรรลุ) ส่วนความทุกข์จัดอยู่ใน ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้) ในอริยสัจ ๔ การเรียนรู้เรื่องทุกข์ ก็เพื่อให้รู้จักตัวทุกข์และเหตุเกิดแห่งทุกข์ ซึ่งได้แก่ ตัณหา (ความอยาก) และละที่ต้นเหตุนั้นให้ได้ ในทำนองเดียวกัน การเรียนรู้เรื่องสุขและเหตุเกิดแห่งสุข ก็เพื่อให้รู้จักตัวสุข และเหตุเกิดแห่งสุข แล้วนำมาปฏิบัติให้ได้สุขนั้นมา

คิหิสุข (house-life happiness) สุขของคฤหัสถ์ผู้มิใช่นักบวชที่สละออกจากทางโลก ประกอบด้วย 4 ประการ
 
1. อัตถิสุข คือ ความสุขอันเกิดจากการมีทรัพย์ ซึ่งทำให้คนเกิดความภูมิใจว่าตนมีทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร
 
 
2.โภคสุข คือ สุขอันเกิดจากการใช้ทรัพย์ ซึ่งทำให้คนภูมิใจว่าตนได้ใช้ทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบธรรมนั้น เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว รวมไปถึงการใช้เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลสังคมโดยรวม
 
 
3.อนณสุข คือ สุขอันเกิดจากการไม่มีหนี้ ซึ่งทำให้คนภูมิใจว่าตนเป็นไท ไม่มีหนี้ติดค้างใคร

 
 
4. อนวัชชสุข คือ สุขอันเกิดจากการเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติดี ซึ่งทำให้คนภูมิใจว่าตนไม่มีความประพฤติทุจริต ไม่บกพร่องเสียหายใครๆ ก็ติเตียนไม่ได้
 
 
ถ้านำธรรม 4 ประการนี้มาเป็นตัวชี้วัดความสุขของคนไทยในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา จะพบว่า มีความสุขลดลง และมีความทุกข์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้อนุมานได้จากเหตุปัจจัยทั้งทางเศรษฐกิจ และทางสังคมดังต่อไปนี้
 
 
1. ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งเป็นคนระดับกลาง และล่างของสังคมมีเงินออมน้อยลง และมีหนี้สินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภาคเกษตรและในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงาน

2. อาชญากรรมประเภทลักเล็กขโมยน้อย อันมีสาเหตุมาจากความยากจน การตกเป็นทาสยาเสพติด และการพนันเพิ่มมากขึ้น

3. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมของรัฐบาลล้มเหลว ทั้งนี้อนุมานได้จากเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

3.1 ช่องว่างรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยห่างกันมากขึ้น จะเห็นได้ชัดเจนในขณะที่คนรวยใช้จ่ายเพื่อการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย คนจนไม่มีแม้กระทั่งซื้อข้าวกิน มีหนี้สินล้นตัว และส่วนใหญ่เป็นหนี้นอกระบบที่กู้มากินมาใช้ และลงทุนค้าขายเล็กๆ น้อยๆ โดยเสียดอกเบี้ยรายวัน มีรายได้ไม่พอจ่ายดอก ถูกเจ้าหนี้ตามทวงขู่เข็ญ บังคับ บางรายถึงกับฆ่าตัวตายเพื่อหนีหนี้ดังที่เคยปรากฏเป็นข่าว

3.2 นโยบายภายใต้ยี่ห้อประชารัฐ ประชานิยมที่มุ่งเน้นการลด แลก แจก แถม ในทำนองเดียวกับการส่งเสริมการขายสินค้าตัวใหม่ ไม่ได้ช่วยให้ความจนลดลงและหมดไป ดังที่รัฐมนตรีบางท่านเคยคุยโวไว้ และที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยเหตุว่า เจตนาที่แท้จริงในการทำนโยบายในทำนองนี้มาใช้ ก็เพื่อมุ่งแสวงหาความนิยมทางการเมืองมากกว่าที่จะมุ่งแก้ปัญหาความยากจน อันเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ

ด้วยเหตุที่ว่ามานี้ ถ้ารัฐบาลต้องการจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมโดยมุ่งเน้นให้คนไทยมีความสุขเพิ่มขึ้น และความทุกข์ลดลง จะต้องแก้ให้ตรงประเด็น โดยการขจัดเหตุแห่งปัญหา เริ่มจากการสร้างงาน สร้างอาชีพให้คนมีรายได้จากการทำงาน และประกอบอาชีพเพียงพอต่อการดำรงชีพตามอัตภาพของแต่ละคน โดยไม่ต้องก่อหนี้และจะต้องส่งเสริมการออม โดยยึดหลักโภควิภาค 4 ตามแนวทางของพุทธ คือ แบ่งรายได้ทุกครั้งที่หามาได้โดยชอบธรรมออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน หรือเท่ากับส่วนละ 25% แล้วนำ 1 ส่วนหรือ 25% มาเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงตนเอง และครอบครัว รวมไปถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลสังคมเท่าที่จำเป็น นำ 50% มาเป็นทุนในการประกอบกิจการเพื่อให้เกิดรายได้ และนำ 25% สุดท้ายเก็บเป็นเงินออมไว้ใช้เมื่อคราวจำเป็น เช่น จ่ายค่ารักษาในยามเจ็บป่วย เป็นต้น และเก็บไว้เป็นทุนในการประกอบธุรกิจ โดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้หรือต้องพึ่งก็ให้น้อยที่สุด เพื่อให้เกิดการคุ้มทุนโดยเร็ว

แต่การที่จะให้ประชาชนดำเนินชีวิตในทำนองนี้ได้ รัฐบาลเองต้องเป็นแบบอย่างในการใช้งบประมาณ โดยการบริหารรายได้อันเกิดจากการเก็บภาษีให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด และหลีกเลี่ยงการก่อหนี้โดยไม่จำเป็น ทั้งนี้จะต้องป้องกันมิให้เกิดการทุจริต อันเป็นเหตุให้งบประมาณรั่วไหล โดยที่คนไทยโดยรวมไม่ได้ประโยชน์ แต่ต้องแบกรับภาระในการจ่ายภาษี

 

บทความที่น่าสนใจ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hvLzAvdWQvMjgvMTQxNDMzL3NzLmpwZw==

มิจฉาทิฏฐิ

การฝึกสมาธิเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุณค่า ผู้ฝึกหรือผู้ปฏิบัติย่อมต้องการที่จะฝึกหรือปฏิบัติในแนวทางที่ถูกต้อง นอกจากจะฝึกหรือปฏิบัติได้ถูกต้องแล้ว จำเป็นจะต้องทราบว่าวัตถุประสงค์ของการฝึก หรือปฏิบัติเพื่ออะไร

921228_409401582492509_1584317461_o

ความจริงของชีวิต

ธรรมชาติมีลักษณะร่วม 3 ประการ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราวแล้วแตกสลาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ และเป็นสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ นี่เป็นกฏธรรมชาติ

images

จักรวาลวิทยา

โลก 3 คือ สัตวโลก สังขารโลก โอกาสโลก (หรือ อากาสโลก) ในโลกทั้ง 3 นั้น หมู่สัตว์ทั้งหลายที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อ แห่งรูปธรรม อรูปธรรม และทั้งรูปธรรมและอรูปธรรม

Untitled-12556

ขันธ์ 5

กองแห่งรูปหรือนาม ที่ประชุมกันเข้าเป็น 5 หมวด ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา สิ่งที่แยกกันไว้เป็นกลุ่ม เป็นกอง หรือเป็นพวกๆ จำนวน 5 อย่างนั้น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ศูนย์ประสานงาน

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ติดต่อด้วยตัวเอง
ศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย  อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ฯ โซนอาคาร 3 ชั้น 2
วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี    
– วันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-11.00 และ 13.00-17.00 น.
– วันอาทิตย์ที่เสา N26 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย โทรศัพท์ 062-620-9090,086-326-3822
ติดต่อทางไปรษณีย์
ส่งเอกสารต่างๆ โดยจ่าหน้าซองมาที่
ศูนย์ประสานงานดีโอยู ตู้ ป.ณ. 69 ปณจ.คลองหลวง จ.ปทุธานี 12120
ทาง Internet
website    : www.dou.us/www.thaidou.us
email        : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย) / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ)
 

“มิจฉาสมาธิ”

ศาสตร์เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย (DOU)

"มิจฉาสมาธิ" ถูกกำจัดออกด้วยสัมมาสมาธิได้อย่างไร

โดยปกติแล้ว มนุษย์ย่อมจะเกลียดความทุกข์และมุ่งแสวงหาความสุขให้กับตนเอง แต่ความสุขที่ต่างคนต่างแสวงหานั้น ส่วนใหญ่เป็นเพียงความสุขที่ให้ผลชั่วครั้งชั่วคราวหรือเป็นความสุขภายนอกที่ยังไม่สามารถทำให้จิตใจคลายจากรากเหง้าของความทุกข์และนำไปสู่ความสุขที่ถาวรได้ ทั้งนี้เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่นั้นยังไม่เข้าใจว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจนั้นจะต้องแก้ที่จิตใจ หาใช่แก้ที่ร่างกายหรือสิ่งที่เป็นปัจจัยภายนอก เช่น มีการเสพยาเสพติด การเที่ยวเตร่เฮฮา ซึ่งเป็นการทำให้จิตใจเพลิดเพลิน ลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ แต่ในที่สุดก็หาได้พ้นจากความทุกข์ดังกล่าวไม่ ดังนั้น การทำสมาธิจึงเป็นวิธีการสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและการพ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง ดังจะพบว่าปัจจุบันผู้คนในสังคม โดยเฉพาะในสังคมของประเทศตะวันตกเริ่มให้ความสนใจกับการฝึกสมาธิกันแพร่หลายมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การฝึกสมาธิที่มีการสอนกันโดยทั่วไปนั้น มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน เช่น เพื่อการแสดงฤทธิ์ทางใจในรูปของการปลุกเสก ร่ายคาถาอาคม เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ผู้คนเกิดศรัทธา ชื่นชม ยกย่องในความเก่งกล้าสามารถ หรือการฝึกสมาธิบางประเภทก็มุ่งเพื่อการเจริญสติ ก่อให้เกิดปัญญานำไปสู่ทางพ้นทุกข์ หากจะอธิบายโดยทั่วไป สมาธิที่มีการสอนในโลกนี้สามารถจัดแบ่งได้หลายประเภทตามหลักปฏิบัติ วิธีการ อื่นๆ อีกมากมาย ในเบื้องต้นนี้ สมาธิสามารถจัดแบ่งเป็นประเภทได้ดังต่อไปนี้คือ

1. สัมมาสมาธิ

2. มิจฉาสมาธิ

1. สัมมาสมาธิ

การฝึกสมาธิเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุณค่า ผู้ฝึกหรือผู้ปฏิบัติย่อมต้องการที่จะฝึกหรือปฏิบัติในแนวทางที่ถูกต้อง นอกจากจะฝึกหรือปฏิบัติได้ถูกต้องแล้ว จำเป็นจะต้องทราบว่าวัตถุประสงค์ของการฝึก หรือปฏิบัติเพื่ออะไร ทั้งนี้การฝึกสมาธิในแนวทางที่ถูกต้องในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า สัมมาสมาธิ ซึ่งสัมมาสมาธินั้น โดยความหมายทั่วไป หมายถึงการตั้งจิตมั่นชอบ ซึ่งในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงสัมมาสมาธิไว้หลายแห่ง โดยได้อธิบายความหมาย ตลอดจนลักษณะของสัมมาสมาธิไว้ดังนี้

สัมมาสมาธิเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอเข้าถึงทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอก ผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าถึงตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เธอเข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ อันนี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.

จากความที่ยกนำมากล่าวนี้ แสดงว่าสัมมาสมาธิจะมีความสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เมื่อเข้าถึงปฐมฌาน จนกระทั่งถึงจตุตถฌานแล้วจะมีสภาวะที่ไม่สุข ไม่ทุกข์ และเป็นอุเบกขา จนมีสติบริสุทธิ์ นอกจากนี้ในพระไตรปิฎกยังกล่าวถึงลักษณะของสัมมาสมาธิไว้ดังนี้

1.ลักษณะของสัมมาสมาธิคือการที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน

2.สัมมาสมาธิ มีความตั้งมั่นแห่งจิตโดยชอบเป็นลักษณะ

ส่วนในพระอภิธรรมปิฏก ได้กล่าวถึงลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิว่า

สัมมาสมาธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ? ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ ความตั้งใจชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่าสัมมาสมาธิมีในสมัยนั้น.

จากลักษณะของสัมมาสมาธิที่กล่าวนี้ ในพระไตรปิฎกยังแสดงให้เห็นว่า สัมมาสมาธิมีคุณูปการแก่ผู้ฝึกหรือผู้ปฏิบัติ โดยเมื่อจิตไม่ฟุ้งซ่านและมีความตั้งมั่นแห่งจิตแล้ว ย่อมขจัดมิจฉาสมาธิ ตลอดจนกิเลสได้ ดังความในพราหมณสูตร กล่าวถึงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า

“ สัมมาสมาธิที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด”

จากความข้างต้นแสดงให้ทราบว่า สัมมาสมาธิสามารถขจัดมิจฉาสมาธิ ตลอดจนกิเลสและความฟุ้งซ่าน สามารถทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าสู่เป้าหมายสูงสุดคือพระนิพพานได้ ดังความใน ปปัญจสูทนี อรรถกถามัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ กล่าวไว้ดังนี้ สัมมาสมาธิ (เมื่อเกิดขึ้น) ย่อมละมิจฉาสมาธิ กิเลส ที่เป็นข้าศึกต่อสัมมาสมาธิและความฟุ้งซ่านนั้นได้ กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ และย่อมตั้งมั่นสัมปยุตธรรมทั้งหลายไว้โดยชอบ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า สัมมาสมาธิ

สรุปได้ว่า การจะฝึกสมาธินั้น บุคคลจะต้องยึดหลักการฝึกแบบสัมมาสมาธิ กล่าวคือ ฝึกเพื่อการทำให้ใจสงบ ระงับจากกาม ปราศจากอกุศลธรรมทั้งหลายและไม่ฟุ้งซ่าน จนกระทั่งใจตั้งมั่น ไม่ซัดส่าย ก็จะสามารถทำให้การฝึกและปฏิบัติของบุคคลนั้นถูกต้อง ตรงต่อพระพุทธธรรมคำสอน จนสามารถบรรลุถึงเป้าหมาย คือพระนิพพานได้ ทั้งนี้การที่ใจจะไม่ฟุ้งซ่าน ใจจะต้องไม่คิดหรือตรึกในสิ่งที่จะทำให้ใจเกิดราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงลักษณะของใจฟุ้งซ่านว่า จะมีลักษณะที่ซัดส่ายไปข้างนอก คือซัดส่ายไปในอารมณ์คือ กามคุณ ทำให้มีความพอใจในกามคุณ 5 อย่าง คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ซึ่งทำให้ใจระคนปนเจือไปด้วยความตรึกไปในกาม

 

2. มิจฉาสมาธิ

มิจฉาสมาธิ โดยความหมายที่ตรงข้ามกับสัมมาสมาธินั้น ก็หมายถึงการตั้งมั่นใจที่ไม่ชอบ หรือการที่ใจตั้งมั่นในสิ่งที่ผิด ซึ่งในพระไตรปิฎก ได้อธิบายว่าที่ชื่อว่า มิจฉาสมาธิ เพราะตั้งมั่นตามความไม่เป็นจริง ดังนั้นมิจฉาสมาธิจึงเป็นสิ่งที่แตกต่างจากสัมมาสมาธิ นั่นคือ มิจฉาสมาธิจะทำให้ใจซัดส่าย ฟุ้งซ่าน เป็นสภาพใจที่ส่งออกไปข้างนอกเพื่อไปมีความพอใจในกามคุณ 5 อย่าง คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ซึ่งทำให้ใจระคนปนเจือไปด้วยความตรึกไปในกาม ดังนั้นมิจฉาสมาธิจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำให้กิเลสคือ โลภะ โทสะ และโมหะ เบาบางลงได้ และไม่ใช่หนทางที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือพระนิพพานได้ ทั้งนี้ในพระไตรปิฎกได้อธิบายไว้อีกว่า

มิจฉาสมาธิ มีในสมัยนั้นเป็นไฉน ? ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ ความตั้งใจผิด ในสมัยนั้น อันใดนี้ชื่อว่า มิจฉาสมาธิ มีในสมัยนั้น

ดังนั้น การฝึกสมาธิ จึงต้องยึดปฏิบัติตามหลักสัมมาสมาธิ ด้วยการไม่ส่งใจไปเกาะเกี่ยวกับกามคุณ ไม่ปล่อยใจให้ซัดส่ายเพลิดเพลินในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสทางกาย โดยในทางตรงข้ามจะต้องน้อมใจให้อยู่ภายในกาย ให้ตั้งมั่น ไม่ซัดส่าย ไม่ฟุ้งซ่าน หมั่นพิจารณาสภาวะที่ปรากฏตามความเป็นจริง พร้อมด้วยการละโลภะ โมหะ และโทสะ ที่เกิดขึ้นในใจของตน อันจะสามารถนำไปสู่ทางพ้นทุกข์ และจะทำให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนาได้

บทความที่น่าสนใจ

Untitled-12556

ขันธ์ 5

กองแห่งรูปหรือนาม ที่ประชุมกันเข้าเป็น 5 หมวด ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา สิ่งที่แยกกันไว้เป็นกลุ่ม เป็นกอง หรือเป็นพวกๆ จำนวน 5 อย่างนั้น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

921228_409401582492509_1584317461_o

ความจริงของชีวิต

ธรรมชาติมีลักษณะร่วม 3 ประการ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราวแล้วแตกสลาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ และเป็นสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ นี่เป็นกฏธรรมชาติ

images

จักรวาลวิทยา

โลก 3 คือ สัตวโลก สังขารโลก โอกาสโลก (หรือ อากาสโลก) ในโลกทั้ง 3 นั้น หมู่สัตว์ทั้งหลายที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อ แห่งรูปธรรม อรูปธรรม และทั้งรูปธรรมและอรูปธรรม

93881738_227853748628674_7091993073105764352_o

แก้อาการ office syndrom

เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากลักษณะงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนอาจส่งผลให้เกิดโรคและความผิดปกติในระบบต่างๆของร่ากาย

ศูนย์ประสานงาน

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ติดต่อด้วยตัวเอง
ศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย  อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ฯ โซนอาคาร 3 ชั้น 2
วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี    
– วันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-11.00 และ 13.00-17.00 น.
– วันอาทิตย์ที่เสา N26 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย โทรศัพท์ 062-620-9090,086-326-3822
ติดต่อทางไปรษณีย์
ส่งเอกสารต่างๆ โดยจ่าหน้าซองมาที่
ศูนย์ประสานงานดีโอยู ตู้ ป.ณ. 69 ปณจ.คลองหลวง จ.ปทุธานี 12120
ทาง Internet
website    : www.dou.us/www.thaidou.us
email        : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย) / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ)
 

ขันธ์ 5

ศาสตร์เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

"ขันธ์ 5"
การประชุมกันของรูปขันธ์และนามขันธ์"

        กองแห่งรูปหรือนาม ที่ประชุมกันเข้าเป็น 5 หมวด  ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา สิ่งที่แยกกันไว้เป็นกลุ่ม เป็นกอง หรือเป็นพวกๆ จำนวน 5 อย่างนั้น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยส่วนรูปเป็นรูปขันธ์ อีก 4 อย่าง คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนามขันธ์

ขันธ์ 5 หรือรูปและนาม เป็นองค์ประกอบที่ให้สัตว์เวียนว่ายอยู่ในภพ 3 ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ หรือแม้ละจากโลกนี้ไปเป็นเทวดา พรหม อรูปพรหม ก็ล้วนประกอบด้วยขันธ์ 5 แม้แต่ไปเกิดในอบายภูมิ เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน หรือแม้แต่สัตว์นรกในโลกันต์ ก็ประกอบด้วยขันธ์ 5

สัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารล้วนประกอบด้วยขันธ์ทั้งสิ้น แต่แตกต่างกันที่ ความละเอียดและความประณีตของรูปและนามเท่านั้น ซึ่งธรรมชาติของขันธ์ 5 มีดังนี้

1.มีการเกิด – ดับ อยู่ตลอดเวลาเนื่องจากรูปและนามนี้ มีการเกิดและดับอยู่ตลอดเวลา ทำให้ขันธ์ 5 มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุและปัจจัยต่างๆ ตลอดเวลา มีความเสื่อมอยู่ ดังนั้นแม้แต่รูปเอง ก็มีธรรมชาติเสื่อมอยู่ตลอดเวลา ส่วนนามขันธ์ทั้ง 4 ก็มีการเกิดดับตลอดเวลาด้วยเช่นกัน

2.มีสภาวะเป็นไตรลักษณ์ คือ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเนื่องจากขันธ์ 5 มีลักษณะเปลี่ยนแปลงตลอดจากเหตุปัจจัยที่เข้ามา ทำให้มีสภาวะที่ไม่เที่ยง และเพราะเหตุที่ขันธ์ 5 มีความเสื่อมอยู่ตลอดเวลา ทำให้เป็นทุกข์ ทั้งทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ สลับไปมาตลอด ซึ่งเราไม่สามารถบังคับบัญชาให้ขันธ์ 5 ไม่เสื่อม หรือให้ขันธ์ 5 นี้คงสภาวะเดิมได้ ดังนั้นจึงเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

องค์ประกอบของขันธ์ 5

ขันธ์ มีองค์ประกอบอยู่ 5 อย่าง ดังต่อไปนี

รูปขันธ์

รูปขันธ์ คือ กองแห่งธรรมชาติที่จะต้องแตกสลายไปด้วยเหตุต่างๆ มีหนาวและร้อนเป็นต้น เช่น หนาวจัด เย็นจัด จนเกินขีด หรือถูกร้อนจนเกินขีด ย่อมแตกสลายไป

รูป คือ สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาบ้าง เห็นไม่ได้ด้วยตาบ้าง ซึ่งก็คือร่างกายและสิ่งที่อาศัย เกิดจากกาย รูปบางอย่างเป็นรูปทิพย์ มีความละเอียดมาก เห็นได้ด้วยตาทิพย์ เช่น รูปของเทวดา พรหม เป็นต้น

รูป หรือร่างกาย มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 อย่าง คือ

1. มหาภูตรูป 4 แปลว่า รูปที่เป็นใหญ่ปรากฏชัดเจน ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม

2. อุปาทายรูป หมายถึง รูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด(คุณสมบัติที่มีอยู่ในรูป) ถ้าไม่มีมหาภูตรูป อุปาทายรูปก็มีไม่ได้

อุปาทายรูป 24 ประกอบด้วย จักขุปสาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท กายปสาท รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ หทยรูป ชีวิตรูป อาหารรูป กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ปริจเฉทรูป รูปลหุตา รูปมุทุตา รูปกัมมัญญตา อุปจยรูป รูปสันตติ รูปชรตา รูปอนิจจตา แต่ละอย่างสามารถแบ่งเป็นหมวดได้ดังนี้

ปสาทรูป 5 คือ รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์ ได้แก่

1.จักขุปสาทรูป คือ ประสาทตา เป็นอวัยวะที่เห็นรูป เมื่อรูปกระทบอวัยวะนี้จะเกิดจักขุวิญญาณขึ้น จักขุปสาทที่อาศัยดวงตาซึ่งมีชิ้นเนื้อเล็กๆ 3 ชั้นอยู่รอบๆ ดวงตาดำและตาขาว และตาที่อยู่ในเนื้อเดียว 5 ชั้นของเนื้อ เลือด ลม เสมหะ และน้ำเหลือง จักขุปสาทมีขนาดเท่าเมล็ดฝิ่นครึ่งเมล็ด มีลักษณะคล้ายศีรษะเล็นสร้างขึ้นโดยธาตุ 4 ตามกรรมในอดีต และตั้งอยู่ในที่ซึ่งมีธาตุไฟมากกว่า เรียกว่า จักขุปสาท

2.โสตปสาทรูป คือ ประสาทหู เป็นอวัยวะที่ฟังเสียง เสียงเมื่อกระทบอวัยวะนี้จะเกิดโสตวิญญาณขึ้น โสตประสาทตั้งอยู่ภายในช่องหูทั้งสอง ที่ปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาล อาศัยเยื่อแผ่นมีลักษณะคล้ายๆ ก้านเมล็ดถั่วเขียวซึ่งสร้างขึ้นด้วยธาตุ 4 ตามกรรมในอดีต และเป็นที่มีอากาส- ธาตุมากกว่า เรียกว่า โสตปสาท

3.ฆานปสาทรูป คือ ประสาทจมูก เป็นอวัยวะที่สูดดมกลิ่น เมื่อกลิ่นกระทบอวัยวะนี้จะเกิดฆานวิญญาณขึ้น ฆานประสาทตั้งอยู่ภายในจมูก มีลักษณะคล้ายดอกทองหลาง สร้างขึ้นโดยมหาภูตรูปทั้ง 4 ตามกรรมในอดีต และตั้งอยู่ในที่ที่มีวาโยธาตุมากกว่า เรียกว่า ฆานปสาท

4.ชิวหาปสาทรูป คือ ประสาทลิ้น เป็นอวัยวะรู้รส เมื่อรสชาติต่างๆ กระทบกับอวัยวะนี้ จะเกิดชิวหาวิญญาณขึ้น ชิวหาปสาทมีลักษณะคล้ายดอกอุบล ซึ่งตั้งอยู่ภายในชิ้นเนื้อของลิ้น สร้างขึ้นโดยธาตุทั้ง 4 ตามกรรมในอดีต และตั้งอยู่ในที่ที่มีอาโปธาตุมากกว่า เรียกว่า ชิวหาปสาท

5.กายปสาทรูป คือ ประสาทกาย เป็นอวัยวะที่รู้การกระทบสัมผัสด้วยอวัยวะนี้แล้วกายวิญญาณจึงเกิดขึ้น กายประสาทนี้ตั้งอยู่ทั่วๆ ไปในร่างกาย ยกเว้นที่ผม ขน เล็บ ฟัน และส่วนอื่นในร่างกายที่ปราศจากความรู้สึก สร้างขึ้นโดยมหาภูตรูปทั้ง 4 ตามกรรมในอดีต และตั้งอยู่ในที่ที่มีปฐวีธาตุมากกว่า เรียกว่า กายประสาท

 

โคจรรูป หรือวิสยรูป 4 คือ รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอายตนะ ได้แก่

1.วัณณรูป หรือ รูปสี (รูปารมณ์)

2.สัททรูป หรือ รูปเสียง (สัททารมณ์)

3.คันธรูป หรือ รูปกลิ่น (คันธารมณ์)

4.รสรูป หรือ รูปรส (รสารมณ์)

ภาวรูป 2 คือ รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ ได้แก่

1.อิตถีภาวรูป คือ รูปที่แสดงถึงความเป็นหญิง

2.ปุริสภาวรูป คือ รูปที่แสดงถึงความเป็นชาย

 

หทยรูป 1 คือ รูปที่เป็นที่ตั้งอาศัยเกิดของจิตและเจตสิก

ชีวิตรูป 1 คือ รูปที่เป็นชีวิต ได้แก่ รูปที่รักษากลุ่มรูปที่เกิดจากกรรม

อาหารรูป 1 คือ โอชาที่มีอยู่ในอาหาร

ปริจเฉทรูป 1 คือ รูปที่กำหนดเทศะ ได้แก่ อากาสธาตุ ช่องว่างระหว่างรูปต่อรูป

วิญญัติรูป 2 คือ รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย ได้แก่

1.กายวิญญัติรูป ได้แก่ การเคลื่อนไหวกาย

2.วจีวิญญัติรูป ได้แก่ การกล่าววาจา

การรูป 3 คือ อาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ ได้แก่

1.ลหุตารูป ได้แก่ ความเบาแห่งรูป

2.มุทุตารูป ได้แก่ ความอ่อนสลวยแห่งรูป

3.กัมมัญญตารูป ได้แก่ ความควรแก่การงาน ความใช้การได้แห่งรูป

ลักขณรูป 4 คือ รูปที่เป็นลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด ได้แก่

1.อุปจยรูป คือ ความก่อตัวหรือเติบโตของรูป

2.สันตติรูป คือ ความสืบต่อแห่งรูป

3.ชรตารูป คือ ความทรุดโทรมแห่งรูป

4.อนิจจตารูป คือ ความปรวนแปรแตกสลายแห่งรูป เมื่อมหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูปอาศัยซึ่งกันและกันแล้ว มหาภูตรูป 4 จึงเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าอุปาทายรูปจะเกิดขึ้นเพราะอาศัยมหาภูตรูป 4 แต่ว่ามหาภูตรูป 4 ไม่ได้อาศัยอุปาทายรูปเกิดขึ้น และอุปาทายรูป ถ้าปราศจากมหาภูตรูป 4 เสียแล้วจะเกิดขึ้นไม่ได้ อุปมาว่าด้วยไม้ 3 อัน คือ มหาภูตรูป 4 อุปมาเหมือนไม้ 3 อันค้ำกัน อุปาทายรูปเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยมหาภูตรูป 4 ควรเปรียบเสมือนเงาที่แผ่กระจายไปโดยไม้ 3 อันที่ค้ำกันอยู่นี้เป็นความแตกต่างกันระหว่าง รูปทั้ง 2

เวทนาขันธ์

เวทนาขันธ์ หมายถึง การเสวยอารมณ์ การรับอารมณ์ การรู้อารมณ์เวทนาเมื่อแยกแบ่งได้ 3 อย่าง คือ

1.สุขเวทนา เป็นความรู้สึกสุข คือ สบายกาย สบายใจ

2.ทุกขเวทนา เป็นความรู้สึกทุกข์ คือ ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ

3.อทุกขมสุขเวทนา เป็นความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ เฉยๆ

เวทนาเกิดจากการที่มีวัตถุภายนอกมากระทบประสาทสัมผัสทั้ง 5 แล้วส่งไปให้ใจ ใจรับเอาไว้แล้วจึงเกิดเป็นความรู้สึกขึ้นมา เช่น มีรูปมากระทบ ประสาทตาส่งไปให้ใจ ใจรับเอาไว้ คือ เห็น เมื่อเห็นแล้วก็เกิดความรู้สึกว่า รูปนี้สวย จึงเกิดความสบายใจ หรือไปเห็นสุนัขเน่า ทั้งตัว จึงไม่สบายใจ เป็นทุกข์ หรือเห็นคนที่หน้าตาธรรมดา จึงเกิดความรู้สึกเฉยๆ

เมื่อมีเสียงมากระทบหู ประสาทหูส่งไปให้ใจ ใจรับเอาไว้ เรียกว่า ได้ยิน เมื่อได้ยินแล้วก็อาจจะสุข เพราะว่าเสียงนั้นเป็นเสียงชม อาจจะทุกข์ เพราะว่าเป็นคำนินทา อาจจะเฉยๆ เพราะว่าไม่รู้ว่าเขาพูดเรื่องอะไร

เมื่อมีกลิ่นมากระทบจมูก ประสาทจมูกส่งไปให้ใจ ใจก็รับเอาไว้ เรียกว่า ได้กลิ่น เมื่อได้กลิ่นแล้วก็เกิดเวทนา เช่น ถ้าหอมก็เกิดความสบายใจ ถ้าเหม็นก็เกิดความทุกข์ หรือมีกลิ่นนิดๆ หน่อยๆ จึงไม่ได้รู้สึกอะไร เฉยๆ

เมื่อรสมากระทบลิ้น ประสาทลิ้นก็ส่งไปให้ใจ ใจก็รับเอาไว้ เรียกว่า ลิ้มรส เมื่อลิ้มรสก็เกิดเวทนาขึ้นทันที ถ้าอร่อยสุขเวทนาก็เกิดทันที ถ้าเผ็ดหรือขมปี๋ ทุกขเวทนาก็เกิดหรือไม่ก็เฉยๆ

เมื่อมีวัตถุมากระทบกาย ประสาทกายส่งให้ใจ ใจก็รับเอาไว้ เมื่อรับเอาไว้ก็เกิดเวทนาขึ้นมาว่า เย็น ร้อน อ่อน แข็ง นิ่ง กระด้าง

สัญญาขันธ์

สัญญาขันธ์ หมายถึง ความจำได้หมายรู้ คือ จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำสัมผัส เกิดขึ้นเพราะกลไกการทำงานของใจที่สามารถจำหรือบันทึกข้อมูลไว้ได้ ทั้งภาพ ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส ทั้งสัมผัสทางกาย และบันทึกได้แม้กระทั่งอารมณ์ที่เกิดกับใจ พูดง่ายๆ ว่าเพราะใจมีกลไกในการจำ หรือบันทึกข้อมูลได้ จึงเกิดสัญญาความจำได้ หรือระลึกถึง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และอารมณ์ที่เคยประสบมาได้

สังขารขันธ์

สังขารขันธ์ หมายถึง ความคิดปรุงแต่ง คือ เมื่อรูปกระทบตา ประสาทตาก็รับเอาไว้ ก่อให้เกิดเวทนา การรับอารมณ์แล้วส่งไปให้ส่วนจำอารมณ์ที่เกิดขึ้น จากนั้นจึงส่งมาให้ส่วนที่ทำหน้าที่คิด ปรุงแต่งจิตให้คิดไปในเรื่องต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1.ความคิดดี เรียกว่า กุศลสังขาร

2.ความคิดชั่ว เรียกว่า อกุศลสังขาร

3.ความคิดไม่ดีไม่ชั่ว เป็นกลางๆ เรียกว่า อัพยากตสังขาร

สังขารขันธ์มีความสำคัญต่อความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์มาก เป็นตัวสำคัญในพวกเจตสิก เพราะมีอานุภาพปรุงแต่งให้คนเป็นไปได้ต่างๆ จิตของคนจะดีจะชั่วก็เพราะสังขารเป็นตัวปรุงแต่ง

สังขารขันธ์มีดังนี้ คือ ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ชีวิตินทรีย์ การละนิวรณ์ อโลภะ อโทสะ หิริ โอตตัปปะ ปัสสัทธิ ฉันทะ อธิโมกข์ อุเบกขา มนสิการ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ กุกกุจจะ วิจิกิจฉา โกสัชชะ อหิริกะ อโนตตัปปะ และเจตสิกธรรมอื่นๆ ยกเว้นเวทนาและสัญญาแล้ว นอกจากนั้นเป็นสังขารขันธ์ เพราะเวทนาและสัญญาเป็นส่วนที่อยู่ในขันธ์ 5 เช่นเดียวกับสังขาร รวมความแล้วสังขารจะหมายถึงเฉพาะกิเลสและคุณธรรมทั้งปวง

วิญญาณขันธ์

วิญญาณขันธ์ หมายถึง ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ความรู้แจ้งอารมณ์ ความรับรู้เรื่องราว ต่างๆ ได้ คือ ความรู้แจ้งทางทวารทั้ง 6 ได้แก่ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ หรือเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นเมื่ออายตนะภายในและอายตนะภายนอกกระทบกัน

วิญญาณมีอยู่ 2 อย่าง คือ วิญญาณธาตุ และวิญญาณขันธ์

วิญญาณธาตุ หมายถึง จิต

วิญญาณขันธ์ หมายถึง อาการของจิต

ดังนั้น วิญญาณในขันธ์ 5 จึงหมายถึง การรับรู้อารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มีอยู่ 6 อย่าง เรียกชื่อตามช่องทางที่ผ่านเข้ามาดังนี้

1.รู้รูปโดยอาศัยตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ

2.รู้เสียงโดยอาศัยหู เรียกว่า โสตวิญญาณ

3.รู้กลิ่นโดยอาศัยจมูก เรียกว่า ฆานวิญญาณ

4.รู้รสโดยอาศัยลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ

5.รู้สัมผัสโดยอาศัยกาย เรียกว่า กายวิญญาณ

6.รู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นทางใจ เรียกว่า มโนวิญญาณ

นักศึกษาจะเห็นแล้วว่า ส่วนประกอบต่างๆ ของสรรพสิ่งทั้งหมดในโลกนี้ล้วนประกอบขึ้นมาด้วยธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ สิ่งที่ไม่มีชีวิต ประกอบด้วยธาตุ 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ สิ่งที่มีชีวิตโดยเฉพาะคนและสัตว์ประกอบด้วยธาตุ 6 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาสธาตุ และวิญญาณธาตุ

เราทุกคนที่อยู่ในโลกนี้ล้วนมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ก็ประกอบด้วย 5 ขันธ์ทั้งนั้น ซึ่งก็คือ รูป 4 นาม 1 เหมือนกัน

 

บทความที่น่าสนใจ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hvLzAvdWQvMjgvMTQxNDMzL3NzLmpwZw==

มิจฉาทิฏฐิ

การฝึกสมาธิเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุณค่า ผู้ฝึกหรือผู้ปฏิบัติย่อมต้องการที่จะฝึกหรือปฏิบัติในแนวทางที่ถูกต้อง นอกจากจะฝึกหรือปฏิบัติได้ถูกต้องแล้ว จำเป็นจะต้องทราบว่าวัตถุประสงค์ของการฝึก หรือปฏิบัติเพื่ออะไร

921228_409401582492509_1584317461_o

ความจริงของชีวิต

ธรรมชาติมีลักษณะร่วม 3 ประการ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราวแล้วแตกสลาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ และเป็นสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ นี่เป็นกฏธรรมชาติ

images

จักรวาลวิทยา

โลก 3 คือ สัตวโลก สังขารโลก โอกาสโลก (หรือ อากาสโลก) ในโลกทั้ง 3 นั้น หมู่สัตว์ทั้งหลายที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อ แห่งรูปธรรม อรูปธรรม และทั้งรูปธรรมและอรูปธรรม

93881738_227853748628674_7091993073105764352_o

แก้อาการ office syndrom

เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากลักษณะงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนอาจส่งผลให้เกิดโรคและความผิดปกติในระบบต่างๆของร่ากาย

ศูนย์ประสานงาน

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ติดต่อด้วยตัวเอง
ศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย  อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ฯ โซนอาคาร 3 ชั้น 2
วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี    
– วันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-11.00 และ 13.00-17.00 น.
– วันอาทิตย์ที่เสา N26 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย โทรศัพท์ 062-620-9090,086-326-3822
ติดต่อทางไปรษณีย์
ส่งเอกสารต่างๆ โดยจ่าหน้าซองมาที่
ศูนย์ประสานงานดีโอยู ตู้ ป.ณ. 69 ปณจ.คลองหลวง จ.ปทุธานี 12120
ทาง Internet
website    : www.dou.us/www.thaidou.us
email        : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย) / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ)
 

จักรวาล 2

email : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่น)

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ศาสตร์เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

จักรวาลวิทยา โลก 3 ที่กล่าวไว้ในโลกสูตร

โลก 3  คือ สัตวโลก สังขารโลก โอกาสโลก (หรือ อากาสโลก) ในโลกทั้ง 3 นั้น หมู่สัตว์ทั้งหลายที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อ แห่งรูปธรรม อรูปธรรม และทั้งรูปธรรมและอรูปธรรม

คำว่า จักรวาลวิทยา ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Cosmology ประกอบด้วยศัพท์ 2 คำ คือ คำว่า จักรวาล ซึ่งพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำแปลไว้ว่า ปริมณฑล ประชุม หมู่ บริเวณโดย รอบของโลก และคำว่า วิทยา แปลว่า ความรู้ ดังนั้น คำว่า จักรวาลวิทยา เมื่อรวมความแล้วหมายความว่า ความรู้ที่ว่าด้วยเรื่องโลกและบริเวณโดยรอบของโลก

จากความหมายของ จักรวาลวิทยา ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ทำให้เราทราบความหมายของวิชา จักรวาลวิทยาในเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีการศึกษากันทั่วไปในมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ความหมายของ วิชาจักรวาลวิทยาในเชิงพุทธศาสตร์ ยังไม่เคยมีใครให้ความหมายที่ชัดเจนไว้

จากความหมายของคำว่า จักรวาลวิทยาเชิงวิทยาศาสตร์ และจักรวาลวิทยาเชิงพุทธศาสตร์ ทำให้เราเห็นภาพรวมของวิชานี้ ว่าเป็นการศึกษาเรื่องโลกและจักรวาลอันเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ แต่มี วัตถุประสงค์ในการศึกษาแตกต่างกัน คือ การศึกษาจักรวาลเชิงวิทยาศาสตร์มุ่งแสวงหาความรู้ใหม่ๆ โดย อาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ส่วนการศึกษาจักรวาลวิทยาเชิงพุทธศาสตร์ เป็นการศึกษาสภาพความ เป็นจริงของจักรวาล จากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเตือนสติ ให้ผู้ศึกษาเข้าใจชีวิตได้อย่างถูกต้อง

โลก คือ อะไร

                ในหัวข้อต่อไปนี้ นักศึกษาจะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำศัพท์สำคัญที่มักจะพบบ่อยๆ ในทุกบทเรียนของหนังสือเล่มนี้ คือ คำว่า โลก ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจโดยความหมายแคบๆ ว่า โลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงกลมๆ ที่อยู่ในระบบสุริยจักรวาลเท่านั้น แต่สำหรับความหมายของโลก ในทางพระพุทธศาสนายังมีความหมายที่กว้างกว่านั้น ดังนั้นเราควรทำความรู้จักความหมายของโลก ให้ถ่องแท้ว่า โลก คือ อะไร

โลก ความหมายของ โลก ในโลกสูตรกล่าวว่า มี 3 โลก คือ สัตวโลก สังขารโลก โอกาสโลก (หรือ อากาสโลก) ในโลกทั้ง 3 นั้น หมู่สัตว์ทั้งหลายที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อ แห่งรูปธรรม อรูปธรรม และทั้งรูปธรรมและอรูปธรรม ชื่อว่า สัตวโลก โลกที่แยกประเภทออกไปเป็น พื้นดิน และภูเขาเป็นต้น ชื่อว่า โอกาสโลก ขันธ์ทั้งหลายในโลกทั้งสอง ชื่อว่า สังขารโลก

โลก แปลว่า แผ่นดิน หมายถึง มนุษย์ โดยปริยายหมายถึง (1)ส่วนหนึ่งแห่งสกลจักรวาล เช่น มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก (2)ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ในระบบสุริยะ เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ลักษณะอย่างลูกทรงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ศูนย์สูตร ยาว 12,755 กิโลเมตร ศูนย์กลางที่ขั้วโลก ยาว 12,711 กิโลเมตร มีเนื้อที่บนผิวโลก 510,903,400 ตารางกิโลเมตร

โลก จากคำสอนของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ที่แบ่งเป็น 3 โลก ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ขยายความเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นดังนี้ คือ

1. สัตวโลก ได้แก่ จิตใจ หรือ เห็น จำ คิด รู้ ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย

2. ขันธโลก ได้แก่ ขันธ์ 5 ตั้งแต่ขันธ์ 5 ของสรรพสัตว์ของมนุษย์ เทวดา อรูปพรหม จนถึง กายธรรมโคตรภู กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี และกายธรรมอรหันต์

3. อากาสโลก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่สิ่งแวดล้อมที่ติดตัวเรา ขยายออกไปโดยรอบไปถึง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ถึงจักรวาลต่างๆ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ขยายใหญ่โตขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สิ้นสุด

จากความหมายที่ได้รวบรวมมานั้น ทำให้เราทราบว่า โลกมิได้มีความหมายเพียงแค่เป็นที่อยู่ อาศัยของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเท่านั้น แต่คำว่า โลก ยังมีความหมายที่ลึกซึ้งและมีนัยสำคัญอย่างน้อย 3 นัย ตามความหมายของโลกในความหมายที่ 3 คือ สังขารโลก สัตวโลกและโอกาสโลก ที่มีความหมายกว้างเช่นนี้ เนื่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งสิ่งทั้งปวงในโลกด้วยญาณทัสสนะอันแม่นยำของพระพุทธองค์ ไม่มีสิ่งใดจะบดบังความรู้ของพระองค์ได้ ดังนั้นพระพุทธองค์จึงสามารถจำแนกแยกแยะความจริงในสิ่ง ทั้งปวงได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง

จากความหมายของคำว่าโลกดังกล่าว นักศึกษาคงจะเข้าใจแล้วว่า เรื่องจักรวาลที่จะได้ศึกษานั้น จึงหมายถึงโอกาสโลก อันเป็นที่อาศัยของหมู่สัตว์ทั้งหลาย

ส่วนคำว่า โลก ในความหมายว่า ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในชมพูทวีปที่เราอาศัยอยู่นี้ ก็เป็นส่วน ประกอบหนึ่งของจักรวาล ซึ่งรายละเอียดเรื่ององค์ประกอบของจักรวาลเราจะศึกษาในบทต่อไป เมื่อ นักศึกษาทราบความหมายของโลกอย่างนี้แล้ว นักศึกษาก็จะไม่สับสนอีกต่อไป

โลกนี้ โลกหน้า คือ อะไร

ศัพท์ที่นักศึกษาต้องทำความเข้าใจกันต่อไป คือ คำว่า โลกนี้ โลกหน้า เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เมื่อพบคำเหล่านี้ในเนื้อหา

คำว่า โลกนี้ โลกหน้า เป็นคำที่มาจากพระไตรปิฎก ในปุพพังคสูตร อังคุตตรนิกาย ทสกนิปาต เรื่องสัมมาทิฏฐิ เป็นหัวข้อธรรมแรก ในอริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งหมายถึงความเข้าใจถูกในเรื่องโลกและชีวิต มี 10 ประการ เรื่องโลกนี้ โลกหน้า เป็นหัวข้อหนึ่งในสัมมาทิฏฐินั้น ทั้งสองคำนี้ มักใช้ควบคู่กัน เพราะมีความหมายที่เกี่ยวเนื่องกัน

โลกนี้ หมายความว่า โลกทั้ง 3 คือ สังขารโลก สัตวโลก และอากาสโลก ดังที่กล่าวไว้แล้ว ในความหมายของคำว่า โลก ซึ่งสามารถสรุปใจความสำคัญได้ว่า โลกนี้ คือ สถานที่อยู่อาศัยของสัตวโลก รวมถึงร่างกายและจิตของตัวเรา และสรรพสัตว์ทั้งหลาย

โลกนี้ เป็นโลกแห่งความแตกต่าง แต่ละคนล้วนมีความแตกต่างกัน ทั้งด้านร่างกาย ฐานะความเป็นอยู่ทางสังคมและเศรษฐกิจ สติปัญญา อุปนิสัย สรุปว่า มีความแตกต่างกันในทุกด้าน จากการ ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้เราทราบที่มาของความแตกต่างเหล่านั้น คือ กรรมที่เราเคย กระทำไว้ในอดีตไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ตาม ส่งผลให้แต่ละคนเกิดมาแตกต่างกัน

โลกหน้า หรือที่เรียกว่า ปรโลก มีความหมาย 2 ประการ คือ

1. ชีวิตหลังความตาย

2. สถานที่สถิตของชีวิตหลังความตาย

1. ชีวิตหลังความตาย หมายความว่า สภาพร่างกายและจิตใจของสัตว์ที่เกิดในภพใหม่ เมื่อมนุษย์รวมทั้งสัตวโลกทั้งมวลตายแล้ว ไม่สูญไปไหน จะสูญสิ้นแต่เฉพาะร่างกายซึ่งถูกเผาหรือถูกฝัง ดินเท่านั้น ส่วนใจยังไม่สูญไป ตราบใดที่ใจยังมีกิเลสก็จะต้องไปเกิด มีชีวิตอาศัยในร่างกายใหม่ต่อไปอีก ส่วนจะไปเกิดเป็นอะไร มีรูปร่างเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกรรมที่ตนเคยกระทำไว้

2. สถานที่สถิตของชีวิตหลังความตาย สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่กรรมของ สัตว์ที่เกิดในภพนั้นๆ จะดีจะเลวขึ้นอยู่กับกรรมของสัตว์ เป็นเรื่องที่แน่นอนว่า เมื่อมีการถือกำเนิดของชีวิต ก็จำเป็นต้องมีสถานที่อยู่ จากประสบการณ์ในชาตินี้ เราสามารถพิจารณาได้ว่า ถ้าเราได้เกิดใหม่ เป็นคนในตระกูลมั่งคั่ง มีเกียรติยศชื่อเสียง เราพอจะคาดเดาได้ว่า เราจะมีสถานที่อยู่อาศัยอย่างสุขสบาย แต่ถ้าเกิดในครอบครัวที่ยากจน เราพอจะคาดเดาได้ว่า เราจะมีที่อยู่อย่างยากลำบาก ไม่สะดวกสบาย เพราะฉะนั้นจึงพอสรุปได้ว่าเรื่องโลกหน้าเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน จะต้องไปเกิดในกำเนิดใด จะมีสถานที่อยู่เป็นอย่างไร แต่ที่ทราบแน่ชัด เราต้องไปเกิดใหม่ ตราบใดที่เรายังไม่หมดกิเลส

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย เปิดรับสมัครนักศึกษา และลงทะเบียนเรียน ตั้งแต่วันที่ 3-31 พฤษภาคม 2563

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเตม โทร. 062-2620-9090,086-3263822 หรือ https://www.douus.com/  www.thaidou.us

ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อสมัครเรียน S/63 คลิก
https://lin.ee/5D2eyGi

 

921228_409401582492509_1584317461_o

"ความจริงของชีวิต" ที่ทุกคนควรรู้

ธรรมชาติมีลักษณะร่วม 3 ประการ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราวแล้วแตกสลาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ และเป็นสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ นี่เป็นกฏธรรมชาติ

Capture999999

ประโยชน์ 3 ที่ทุกคนพึงกระทำ

ประโยชน์-3เมื่อพูดแล้วว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ความจริงที่เป็นประโยชน์ ใช้แก้ทุกข์ได้ นำไปสู่จุดหมาย ก็ควรจะพูดถึงประโยชน์และจุดหมายด้วย ลักษณะทั่วไปของพุทธศาสนาประการหนึ่่ง ก็คือเป็นเรื่องของการดำเนินชีวิต หรือหลักการและวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าสู่จุดหมาย

93881738_227853748628674_7091993073105764352_o

แก้อาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากลักษณะงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่อง

“บุญ” เครื่องชำระจิตใจให้สะอาด

ศาสตร์เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

"บุญ"

"บุญ" เครื่องชำระจิตใจให้สะอาด ปราศจากความมัวหมอง

ทางมาแห่งบุญ หรือวิธีการเพื่อให้ได้บุญมาขจัดอุปสรรคของชีวิต เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ คือ สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือเรื่องที่จัดเป็นการทำบุญ เป็นหนทางในการทำความดี หรือเป็นทาง มาแห่งบุญนั่นเอง มี 3 ประการ คือ

 

1. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน เพื่อกำจัดความโลภ

2. ศีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล เพื่อกำจัดความโกรธ

3. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา เพื่อกำจัดความหลง

 

ผลที่ได้จากการบำเพ็ญบุญ

ผลที่ได้จากการบำเพ็ญบุญ ด้วยการทำทาน รักษาศีล และเจริญสมาธิภาวนา อาจแบ่งได้ 3 ลักษณะ คือ

1. ความสุขใจ อย่างน้อยที่สุดความรู้สึกสบายใจ สุขใจ ย่อมเกิดกับผู้นั้น

2. นิสัยที่ดี เมื่อทำมากเข้า ความดีนี้ย่อมติดเป็นนิสัยประจำตัว

3. ได้บุญ นี้ถือเป็นผลในส่วนละเอียดที่สัมผัสได้ด้วยใจที่สะอาดบริสุทธิ์

ดังนั้น บุคคลใดสั่งสมบุญได้มาก อุปสรรคในชีวิตก็จะน้อย หากบุญน้อย อุปสรรคในชีวิตก็มาก บุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ คือ มีความเชื่อมั่นในบุญ ย่อมเป็นผู้ที่รักในการสั่งสมบุญอย่างสม่ำเสมอ ทำทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นประจำ เพราะมั่นใจว่าทั้ง 3 ประการนี้เป็นทางมาแห่งบุญ

 

1.5 ทาน ศีล ภาวนา กับการสร้างบารมี

บุญอันเกิดจากทาน ศีล ภาวนานี้ มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง คือ สะสมได้ เมื่อกระทำให้มากเข้าก็จะกลั่นตัวกลายเป็น ”บารมี”Ž ซึ่งมีอานุภาพยิ่งกว่าบุญมากมายนัก

บารมี คือ ความดีอย่างยิ่งยวด เป็นธรรมอันเลิศ ธรรมอันประเสริฐ ที่พระบรมโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญ สั่งสมไปโดยลำดับ เพื่อจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มี 10 ประการ หรือที่เรียกว่า บารมี 10 ทัศ คือ

1. ทานบารมี คือ การให้ทาน

2. ศีลบารมี คือ การละเว้นบาป และความชั่วทั้งปวง

3. เนกขัมมบารมี คือสละการพัวพันในเรื่องกามเรื่องครอบครัว แล้วหลีกเร้นแสวงหาทางหลุดพ้น

4. ปัญญาบารมี คือ การเสาะหา แสวงหาความรู้ที่นำไปสู่ความหลุดพ้น

5. วิริยบารมี คือ ความหมั่นเพียรไม่ท้อถอย กล้าที่จะสู้กับอุปสรรค

6. ขันติบารมี คือ ความอดทน อดกลั้น ต่อสิ่งที่น่ายินดี และไม่น่ายินดี

7. สัจจบารมี คือ ความตั้งใจมั่นที่จะทำความดี

8. อธิษฐานบารมี คือ การตั้งความปรารถนาเพื่อบรรลุเป้าหมายในหนทางของความดี

9. เมตตาบารมี คือ ความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย

10. อุเบกขาบารมี คือ ความวางเฉยต่อสุข และทุกข์ หรือมีความยุติธรรม ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

บารมีทั้ง 10 ทัศนี้ เป็นสิ่งที่ต้องสั่งสมมาหลายภพหลายชาติจนติดเป็นนิสัย บารมี 10 ทัศ แท้จริงก็คือนิสัยที่ดีเลิศ 10 อย่างนั่นเอง ซึ่งเริ่มต้นจากการสั่งสมทาน ศีล ภาวนา มาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเข้มข้นขึ้นมาในระดับที่เกิดสัมมาทิฏฐิอย่างเหนียวแน่น เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องโลกและความเป็นไปของชีวิต ว่าเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน จึงนำไปสู่การตั้งเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่จะทำพระนิพพานให้แจ้งเพื่อให้หลุดพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร มีใจใหญ่พอที่จะทุ่มเทชีวิตเป็นเดิมพัน ในการทำความดีทุกรูปแบบ ซึ่งเราเรียกบุคคลประเภทนี้ว่า พระโพธิสัตว์ จึงเป็นที่มาของการบำเพ็ญบารมี 10 ทัศ ทั้ง 3 ระดับ คือ

1. บารมีอย่างธรรมดา เรียกว่า บารมี คือ การบำเพ็ญความดีอย่างยิ่ง

2. บารมีอย่างปานกลาง เรียกว่า อุปบารมี คือ การบำเพ็ญความดีอย่างยิ่ง ชนิดที่ยอมสละได้แม้เลือดเนื้อ และอวัยวะเพื่อความดีนั้น

3. บารมีอย่างสูงสุดอุกฤษฏ์ เรียกว่า ปรมัตถบารมี คือ การบำเพ็ญความดีอย่างยิ่ง ชนิดที่ยอมสละได้แม้ด้วยชีวิต

เมื่อบารมีทั้ง 10 จำแนกออกเป็นองค์ละ 3 บารมีอย่างนี้ จึงรวมเป็น บารมี 30 ทัศ

พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้ให้คำอธิบายถึง ความสัมพันธ์ของ บุญŽ กับ บารมีŽ ในภาคปฏิบัติ อันเกิดจากการเห็นด้วยธรรมจักขุไว้ว่า บารมีนั้นเป็น ดวงŽ ซึ่งกลั่นมาจากดวงบุญ ที่เกิดจากการสั่งสมคุณงามความดีอย่างต่อเนื่อง จากดวงบารมีก็กลั่นเป็น ดวงอุปบารมี และจากดวงอุปบารมีก็กลั่นเป็นดวงปรมัตถบารมี ดังปรากฏในพระธรรมเทศนาของท่านในเรื่องของที่ได้โดยยาก  ดังนี้

   แต่ว่าบารมีหนึ่งๆ กว่าจะได้เป็นบารมีนะ ไม่ใช่เป็นของง่าย ทานบารมีเต็มดวงนะ ดวงบุญที่เกิดจากการบำเพ็ญทาน ได้เป็นดวงบุญ ดวงบุญใหญ่โตเล็กเท่าไรไม่ว่า สร้างไปเถอะ ทำไปเถอะ แล้วเอาดวงบุญนั้นมา กลั่นเป็นบารมี ดวงบุญมากลั่นเป็นบารมีนะ

บุญมีคืบหนึ่ง เต็มเปี่ยมเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทีเดียว เอามากลั่น เป็นบารมีได้นิ้วเดียวเท่านั้นเอง กลมรอบตัวเท่านั้นแหละ

กลั่นไปอย่างนี้แหละทุกบารมี ไปจนกว่าบารมีนั้นจะเต็มส่วน แล้วก็ บารมีที่จะเป็นอุปบารมี เอาบารมีนั่นแหละ คืบหนึ่งเต็มส่วน เอามากลั่นเป็น อุปบารมีได้นิ้วเดียว

แล้วเอาอุปบารมีนั่นแหละคืบหนึ่ง กลมรอบตัว เอามากลั่นเป็น ปรมัตถบารมีได้นิ้วเดียว

บารมีก็ดี อุปบารมีก็ดี ปรมัตถบารมีก็ดี วัดผ่าเส้นศูนย์กลางกลม รอบ ตัวทุกบารมีไป มีทั้ง 30 ทัศ จึงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ยากนักเรื่องนี้ยากนัก พระองค์จึงได้ทรงโปรดออกพระโอษฐ์ว่า พุทฺธุปฺปาโท จ ทุลฺลโภ ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นของได้ยากดังนี้

ดังนั้น บุญเมื่อกระทำให้มากเข้าก็จะกลั่นเป็นบารมี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็คือการสร้างบารมีนั่นเอง เป็นจุดเริ่มต้นในการสั่งสมบารมีเพื่อการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่ฝั่งแห่งพระนิพพานในที่สุด

สรุป

มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาความสุข และความสำเร็จในชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น วิถีชีวิตที่ถูกต้องเป็นสิ่ง สำคัญที่จะนำพาเราไปถึงเป้าหมายได้ ซึ่งจุดเริ่มต้นของวิถีชีวิตที่ดีที่สุดคือ การมีสัมมาทิฏฐิ เพราะสัมมาทิฏฐิ จะมีผลทำให้เราดำเนินชีวิตไปอย่างถูกทาง ทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ จะปรากฏออกมาในทางที่ดีงาม เราจะมีความเข้าใจในเรื่องการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ว่ามีส่วนสำคัญเพียงไร ในการสร้างบารมีเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายชีวิตที่ได้ตั้งเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายชีวิตในระดับใดก็ตาม และแม้ว่าจะมีอุปสรรคอันใดเกิดขึ้น ก็ไม่เกิดความย่อท้อหรือหวั่นไหวในวิถีชีวิตของตน แต่กลับมีความเชื่อมั่น ในบุญที่ได้สั่งสมมาและตั้งใจทุ่มเทสร้างบารมีให้มากยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย คือ พระนิพพานให้ได้ในที่สุด

บทความที่น่าสนใจ

บทความที่น่าสนใจ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hvLzAvdWQvMjgvMTQxNDMzL3NzLmpwZw==

มิจฉาทิฏฐิ

การฝึกสมาธิเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุณค่า ผู้ฝึกหรือผู้ปฏิบัติย่อมต้องการที่จะฝึกหรือปฏิบัติในแนวทางที่ถูกต้อง นอกจากจะฝึกหรือปฏิบัติได้ถูกต้องแล้ว จำเป็นจะต้องทราบว่าวัตถุประสงค์ของการฝึก หรือปฏิบัติเพื่ออะไร

921228_409401582492509_1584317461_o

ความจริงของชีวิต

ธรรมชาติมีลักษณะร่วม 3 ประการ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราวแล้วแตกสลาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ และเป็นสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ นี่เป็นกฏธรรมชาติ

images

จักรวาลวิทยา

โลก 3 คือ สัตวโลก สังขารโลก โอกาสโลก (หรือ อากาสโลก) ในโลกทั้ง 3 นั้น หมู่สัตว์ทั้งหลายที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อ แห่งรูปธรรม อรูปธรรม และทั้งรูปธรรมและอรูปธรรม

Untitled-12556

ขันธ์ 5

กองแห่งรูปหรือนาม ที่ประชุมกันเข้าเป็น 5 หมวด ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา สิ่งที่แยกกันไว้เป็นกลุ่ม เป็นกอง หรือเป็นพวกๆ จำนวน 5 อย่างนั้น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ศูนย์ประสานงาน

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ติดต่อด้วยตัวเอง
ศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย  อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ฯ โซนอาคาร 3 ชั้น 2
วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี    
– วันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-11.00 และ 13.00-17.00 น.
– วันอาทิตย์ที่เสา N26 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย โทรศัพท์ 062-620-9090,086-326-3822
ติดต่อทางไปรษณีย์
ส่งเอกสารต่างๆ โดยจ่าหน้าซองมาที่
ศูนย์ประสานงานดีโอยู ตู้ ป.ณ. 69 ปณจ.คลองหลวง จ.ปทุธานี 12120
ทาง Internet
website    : www.dou.us/www.thaidou.us
email        : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย) / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ)
 

ความจริงของชีวิต

Untitled-14155555
มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

"ความจริงของชีวิต" ที่ทุกคนควรรู้

ธรรมชาติมีลักษณะร่วม 3 ประการ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราวแล้วแตกสลาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ และเป็นสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ นี่เป็นกฏธรรมชาติ

                  กฎแห่งกรรม คือ กฎแห่งการกระทำและการให้ผลของกรรม กรรมคือการกระทำที่ประกอบด้วยความจงใจ หรือเจตนา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ กรรมดี กรรมที่ทำแล้วนำสุขมาให้ และกรรมชั่ว กรรมที่ทำแล้วนำทุกข์มาให้ ด้วยความเป็นเหตุเป็นผลรองรับกันอย่างนี้จึงเรียกว่า กฎแห่งกรรม  ทุกยุคสมัยนักคิดนักวิจารณ์เจ้าลัทธิหลายๆ ท่าน กล่าวสอนและตีความเรื่องโลก จักรวาลและชีวิตกันไปอย่างหลากหลายไม่ลงรอยกัน เพราะใช้การคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ แต่ว่าพระพุทธศาสนามุ่งเน้นให้ปฏิบัติขัดเกลาอบรมฝึกฝนกาย วาจา ควบคู่ไปกับจิตใจจนบริสุทธิ์หลุดพ้น เมื่อนั้นความแตกต่างทางความคิดก็จะหมดสิ้นไป  

อเนกชาติสํสารํ สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ

คหการกํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ

คหการก ทิฏฺโฐสิ ปุน เคหํ น กาหสิ

สพฺพา เต ผาสุกา ภคฺคา คหกูฏํ วิสงฺขตํ

วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา.

เราแสวงหาช่างผู้ทำเรือน เมื่อไม่ประสบได้ท่องเที่ยวไปสู่สังสาระ (การเกิด)

ไม่ใช่เพียงชาติเดียว ความเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ แน่ะนายช่างผู้ทำเรือน

เราพบท่านแล้ว ท่านจะทำเรือนอีกไม่ได้ ซี่โครงทุกซี่ของท่านเราหักเสียแล้ว

ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว จิตของเราถึงธรรมปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว

เพราะเราบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาแล้ว”

     พุทธวจนะบทนี้ เป็นคำตรัสรับรองจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ธรรมชาติของสรรพสัตว์เมื่อเกิดแล้วก็ต้องตาย หนีไม่พ้น ซึ่งก็วนเวียนสู่การเกิดการตายกันมาแล้วอย่างมากมาย ไม่ใช่เกิดตายเพียงครั้งเดียวแต่นับไม่ถ้วน เพราะแม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก ผู้ทรงฤทธิ์เดช เหาะเหิน เดินอากาศ สามารถขจัดกิเลสอาสวะได้ ก็ยังต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่นาน กว่าจะพ้นจากชีวิตในสังสารวัฏ แม้ภพชาติสุดท้ายของท่านเหล่านี้ก็ยังจะต้องเผชิญกับกฎแห่งกรรม อีกทั้งยังทำให้ทราบถึงความมีอยู่ของสังสารคือการเวียนเกิดเวียนตายและผู้ที่สามารถคอยควบคุมบังคับบัญชาให้สรรพสัตว์เวียนว่ายอยู่ในวังวนแห่งชีวิตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่ต่างอะไรกับคุกที่ใช้สำหรับคุมขังนักโทษผู้กระทำผิดกฎที่กำหนดไว้ เมื่อทำแล้วก็มีผลคือต้องไปรับผลของการกระทำในภพภูมิต่างๆ โดยกรรมของตนที่กระทำไว้จะนำเจ้าของกรรมนั้นไปเกิด ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงและไม่อาจเลือกได้ วงจรนี้เรียกว่า สังสารวัฏ บางทีก็เรียกว่า วัฏสงสาร หรือวังวนแห่งชีวิต คือ วงจรชีวิตหลังความตายของสรรพสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดไปสู่ปรโลก ซึ่งวงจรนี้เองที่เราจะต้องทราบความเป็นมาของมันอย่างถ่องแท้ตามแบบอย่างที่พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติ สังสารวัฏเป็นวงจรเฉพาะของผู้ที่ยังมีกิเลส มีความพอใจยินดีอยากได้อยากมี มีความยึดติดกับรูปลักษณ์สัมผัสกับสิ่งของที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระของชีวิต ไม่สามารถแยกแยะว่าอะไรคือถูกผิด(ผิดคือไม่รู้ว่าผิดแต่ทำเพราะพลาดพลั้ง) ดีชั่ว(ชั่วคือรู้ว่าไม่ดีแต่ก็จะทำ) ควรไม่ควร มีวินิจฉัยเสียเพราะถูกกิเลส 3 ตระกูลครอบงำ ก่อให้เกิดความตรึกครุ่นคิดอยู่ในเรื่องกามราคะ ความพยาบาทปองร้าย เบียดเบียน เป็นเหตุให้จิตฝ่ายอกุศล บังคับบัญชาให้สรรพสัตว์สร้างกรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ โดยมีตัณหาคือความทะยานอยากควบคุมให้สร้างกรรมเพิ่มก่อให้เกิดภพชาตินี้ชาติหน้าเวียนเกิดเวียนตายต่อไปไม่รู้จบ ทำให้เสพคุ้นยึดถือยึดติดเป็นอาสวะหรือตะกอนที่นอนเนื่องอยู่ในกมลสันดาน เปรียบเหมือนการสร้างเรือนต่อเติมตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยจนเรือนนั้นเต็มไปด้วยโครงสร้างที่ซับซ้อนมากมาย ฉันใด ผู้ที่ประกอบกรรมดีชั่วไว้มากเท่าไร ผลกรรมก็มากตามไปด้วย ฉันนั้น

กรรมของแต่ละบุคคลที่สั่งสมกันมาถ้าจะนับเป็นจำนวนก็มากมายมหาศาล เพราะเวียนเกิดเวียนตายกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน หากนับตั้งแต่เกิดจนตาย สมมติว่าเราทำกรรมทั้งดีและชั่วไว้พันครั้ง วิบากกรรมก็มีพันครั้ง เมื่อกรรมให้ผลครั้งหนึ่งสามารถเผล็ดผลเพิ่มขึ้นได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น เราปลูกลำไยหนึ่งต้น เมื่อถึงเวลาออกดอกออกผล ลำไยต้นหนึ่งสมมติว่าให้ผลได้ปีละหนึ่งพันเมล็ด ถ้าอายุของ ต้นลำไยนี้สิบปี ฉะนั้นลำไยต้นนี้จะให้ผลถึงหมื่นเมล็ด นั่นแสดงให้ทราบว่า เราจะต้องรับผลกรรมที่เข้าแถว รออีกจำนวนมาก ยังต้องเวียนเกิดเวียนตายไปในภพ 3 อีกยาวนานมากเช่นกัน ซึ่งหมายความว่า การจะหลบหนีออกจากวังวนแห่งชีวิตขณะเสวยวิบากกรรมนั้นไม่อาจเป็นไปได้ เพราะยังมีอำนาจกรรมของตนเป็นตัวควบคุม อีกทั้งไม่สามารถให้ใครรับผลกรรมแทนได้ กรรมและผลกรรมเป็นของเฉพาะตน เป็นสิ่งเที่ยงแท้แน่นอนที่ผู้ใดกระทำผู้นั้นคือผู้รับ

หากจะหนีออกจากวังวนแห่งชีวิตนี้ จะต้องทำในภพชาติที่เกิดเป็นมนุษย์ และจะต้องได้ฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วนำมาปฏิบัติอย่างตั้งใจ จนบรรลุมรรคผลนิพพาน เหมือนดังพระองคุลิมาลที่สามารถบรรลุธรรมสิ้นอาสวกิเลสเป็นพระอรหันตสาวกแล้ว จึงไม่ต้องกลับมาเกิดอีกต่อไป เพราะถ้าท่านไม่หมดกิเลส ท่านจะต้องรับผลกรรมปาณาติบาตจากการที่เคยฆ่าคนมามาก ซึ่งจะทำให้ท่านต้องเวียนเกิดเวียนตายอีกยาวนาน และในระหว่างที่เกิดนั้นก็ยังสามารถสร้างกรรมเพิ่มขึ้นได้อีกมากมาย จึงเหมือนปฏิกิริยาลูกโซ่การแตกแยกย่อยอะตอมของระเบิดปรมาณู (ATOMIC BOMB)

ความเชื่อเรื่องภพชาตินี้ภพชาติหน้า ชีวิตหลังความตาย ตายแล้วไม่ขาดสูญ ตายแล้วยังต้องเวียนตายเวียนเกิดใหม่ เหล่านี้เป็นหลักความเชื่อที่มีความสำคัญและสัมพันธ์ต่อการดำรงชีวิตในภพชาตินี้ ภพชาติหน้าและภพชาติถัดไป ทั้งยังเป็นเหตุปัจจัยกำหนดชีวิตความเป็นอยู่ของผู้นั้นว่าจะมีความสุขสบายหรือทุกข์ยาก เพราะเป็นความเชื่อที่ส่งผลต่อการกระทำ สิ่งที่กระทำส่งผลกระทบต่อความเป็นไปของชีวิตให้พลิกผันไปในทิศทางที่ผู้นั้นได้กำหนดเอง เพราะว่าสัตวโลกมีความเป็นอยู่และเป็นไปตามกรรม ทำอย่างไรได้คืนอย่างนั้น ทำดีก็ได้รับผลดีมีสุขสบาย ทำชั่วก็ได้รับผลชั่วเป็นทุกข์ยากแค้นแสนลำบาก เหมือนปลูกต้นถั่วได้ผลเป็นถั่ว ปลูกงาก็ได้ผลเป็นงา ไม่ใช่ปลูกต้นถั่วแต่ได้ผลเป็นงา

ความเป็นมาของคำว่า สังสารวัฏ หรือวัฏสงสาร เป็นการประกอบคำเพื่อให้เกิดความหมายที่เด่นชัดเข้าใจง่ายสำหรับคนรุ่นหลัง แต่เดิมจะใช้ คำว่า สังสาร หรือวัฏฏะ เฉพาะคำใดคำหนึ่ง ภายหลังจึงใช้คำทั้งสองควบกัน แต่ยังคงความหมายเดิม แปลว่า การท่องเที่ยวไป การเดินทาง การหมุนเวียนหมายถึง การท่องเที่ยวไป การเดินทางไกล การเวียนเกิดเวียนตายจากภพนี้ไปสู่ภพหน้าและภพต่อๆ ไป เวียนว่ายตายเกิดไปจนกว่าจะดับกิเลสหมดสิ้น ตัวอย่างเช่น ชาตินี้เกิดเป็นมนุษย์ เมื่อละโลกไปเกิดในสุคติภูมิ แต่เมื่อหมดอายุของชาวสวรรค์ ก็ต้องจุติบังเกิดใหม่ทันที อาจจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก หรือไม่ก็อาจจะพลัดไปเกิดในทุคติภูมิ อย่างนี้เรียกว่า เวียนว่ายตายเกิด เวียนเกิดเวียนตายไปเรื่อยๆ ซ้ำไปซ้ำมาไม่ขาดสาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าปรารถนา เพราะพระพุทธองค์ตรัสว่า สัตว์เวียนว่ายไปยังสังสาร ย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์ และทุกข์เป็นภัยใหญ่คุกคามเขา ปัจจุบันภาษาไทยเอาคำว่า สังสาร มาใช้เป็นคำว่า สงสาร ซึ่งให้ความหมายที่ผิดแผกแตกต่างไปจากความหมายเดิมมาก เป็นคำที่ใช้แสดงความเห็นอก เห็นใจต่อผู้อื่นที่ประสบทุกข์ เช่น ได้โปรดเถอะ สงสารกันหน่อยได้ไหม จึงควรทำความเข้าใจคำว่าสังสารให้ดีจะได้ไม่เห็นผิดพลาดคลาดเคลื่อนซึ่งอาจจะมีผลต่อการกระทำผิดได้ เหมือนองศาที่จุดเริ่มต้นเบี่ยงเบนผิดไปเพียงเสี้ยวแต่เมื่อห่างไกลมากเข้าค่าองศาจะเบี่ยงเบนมากขึ้นไปเรื่อยๆ

เมื่ออ่านตำราทางพระพุทธศาสนามักจะพบคำว่า สัตว์เสมอๆ คำนี้ แปลว่า ผู้ติดข้องพอใจยินดีอยู่ในขันธ์ 5 คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่มีกายและวิญญาณ ได้แก่ มนุษย์ เทวดา พรหม มาร เปรต อสุรกาย ดิรัจฉาน และสัตว์นรก ทั้งหมดนี้เรียกรวมว่า หมู่สัตวโลก ฉะนั้นเมื่อนักศึกษาพบคำนี้ก็ให้ทราบว่าเป็นคำกลางๆ ไม่เจาะจงแต่เพียงสัตว์เดรัจฉาน

การสืบค้นหาจุดกำเนิดเริ่มต้นของสังสารจนถึงวันสิ้นสุดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดหากันได้ง่ายๆ เพราะตราบใดที่สรรพสัตว์ยังมีอวิชชาคือไม่รู้บดบังปิดกั้นความรู้จริงเอาไว้ ตราบนั้นกิเลสตัณหาคือความเศร้าหมองเพราะความทะยานอยากก็จะไม่สิ้นสุด การเวียนเกิดเวียนตายของแต่ละชีวิตก็ยังคงดำเนินต่อไป ปัจจุบันศาสตร์สมัยใหม่ต้องการค้นพบสิ่งอื่นนอกเหนือจากโลกของเราด้วยการเดินทาง แนวความคิดนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยพุทธกาล กล่าวคือ โรหิตัสสเทพบุตร อดีตเคยเป็นฤาษีมีฤทธิ์ พยายามค้นหาที่สุดของโลกตลอดชีวิตถึงร้อยปี ไม่หยุดพักดื่มกินขับถ่าย ฤาษีท่านนี้สามารถย่างเท้าก้าวหนึ่งจากขอบมหาสมุทรทิศตะวันออกไปจรดขอบมหาสมุทรทิศตะวันตกแต่ที่สุดแล้วก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จเพราะจบสิ้นชีวิตเสียก่อน เทพบุตรท่านนี้จึงทูลถามเรื่องจะทำอย่างไรจึงไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย การจุติ การอุบัติ และสามารถบรรลุที่สุดโลกด้วยการเดินทางได้หรือไม่ พระพุทธองค์ตรัสตอบเทพบุตรนั้นว่า

“ ดูก่อนผู้มีอายุ ณ โอกาสใดบุคคลไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย

ไม่จุติ ไม่อุบัติ เราไม่เรียกโอกาสนั้นว่าที่สุดของโลก ที่ควรรู้

ควรเห็น ควรบรรลุ ด้วยการเดินทาง หากเรายังไม่บรรลุถึง

ที่สุดของโลกแล้ว จะไม่กล่าวถึงการกระทำที่สุดทุกข์

แต่เราบัญญัติโลก เหตุให้เกิดโลก การดับของโลก และทางให้ถึง

ความดับโลก ในเรือนร่าง มีประมาณวาหนึ่งนี้ และพร้อมทั้ง

สัญญา พร้อมทั้งใจครอง

แต่ไหนแต่ไรมา ยังไม่มีใครบรรลุถึงที่สุดโลกด้วย

การเดินทางและเพราะที่ยังบรรลุถึงที่สุดโลกไม่ได้ จึงไม่พ้นไป

จากทุกข์ เหตุนั้นแลคนมีปัญญาดี รู้แจ้งโลกถึงที่สุดโลกได้

อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว รู้ที่สุดโลกแล้วเป็นผู้สงบแล้ว จึงไม่

หวังโลกนี้และโลกอื่น ”

บทความที่น่าสนใจ

images

โลก 3  คือ สัตวโลก สังขารโลก โอกาสโลก (หรือ อากาสโลก) ในโลกทั้ง 3 นั้น หมู่สัตว์ทั้งหลายที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อ แห่งรูปธรรม อรูปธรรม และทั้งรูปธรรมและอรูปธรรม

Capture999999

ประโยชน์-3เมื่อพูดแล้วว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ความจริงที่เป็นประโยชน์ ใช้แก้ทุกข์ได้ นำไปสู่จุดหมาย ก็ควรจะพูดถึงประโยชน์และจุดหมายด้วย ลักษณะทั่วไปของพุทธศาสนาประการหนึ่่ง ก็คือเป็นเรื่องของการดำเนินชีวิต หรือหลักการและวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าสู่จุดหมาย

Untitled-12556

กองแห่งรูปหรือนาม ที่ประชุมกันเข้าเป็น 5 หมวด ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา สิ่งที่แยกกันไว้เป็นกลุ่ม เป็นกอง หรือเป็นพวกๆ จำนวน 5 อย่างนั้น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยส่วนรูปเป็นรูปขันธ์ อีก 4 อย่าง คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนามขันธ์

93881738_227853748628674_7091993073105764352_o

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากลักษณะงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่อง

ศูนย์ประสานงาน

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ติดต่อด้วยตัวเอง

ศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย  อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ฯ โซนอาคาร 3 ชั้น 2

วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี    

– วันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-11.00 และ 13.00-17.00 น.

– วันอาทิตย์ที่เสา N26 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย โทรศัพท์ 062-620-9090,086-326-3822

ติดต่อทางไปรษณีย์

ส่งเอกสารต่างๆ โดยจ่าหน้าซองมาที่

ศูนย์ประสานงานดีโอยู ตู้ ป.ณ. 69 ปณจ.คลองหลวง จ.ปทุธานี 12120

ทาง Internet

website    : www.dou.us/www.thaidou.us

email        : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย) / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ)

จักรวาลวิทยา

email : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่น)

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

จักรวาลวิทยา โลก 3 ที่กล่าวไว้ในโลกสูตร

โลก 3  คือ สัตวโลก สังขารโลก โอกาสโลก (หรือ อากาสโลก) ในโลกทั้ง 3 นั้น หมู่สัตว์ทั้งหลายที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อ แห่งรูปธรรม อรูปธรรม และทั้งรูปธรรมและอรูปธรรม

คำว่า จักรวาลวิทยา ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Cosmology ประกอบด้วยศัพท์ 2 คำ คือ คำว่า จักรวาล ซึ่งพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำแปลไว้ว่า ปริมณฑล ประชุม หมู่ บริเวณโดย รอบของโลก และคำว่า วิทยา แปลว่า ความรู้ ดังนั้น คำว่า จักรวาลวิทยา เมื่อรวมความแล้วหมายความว่า ความรู้ที่ว่าด้วยเรื่องโลกและบริเวณโดยรอบของโลก

จากความหมายของ จักรวาลวิทยา ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ทำให้เราทราบความหมายของวิชา จักรวาลวิทยาในเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีการศึกษากันทั่วไปในมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ความหมายของ วิชาจักรวาลวิทยาในเชิงพุทธศาสตร์ ยังไม่เคยมีใครให้ความหมายที่ชัดเจนไว้

จากความหมายของคำว่า จักรวาลวิทยาเชิงวิทยาศาสตร์ และจักรวาลวิทยาเชิงพุทธศาสตร์ ทำให้เราเห็นภาพรวมของวิชานี้ ว่าเป็นการศึกษาเรื่องโลกและจักรวาลอันเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ แต่มี วัตถุประสงค์ในการศึกษาแตกต่างกัน คือ การศึกษาจักรวาลเชิงวิทยาศาสตร์มุ่งแสวงหาความรู้ใหม่ๆ โดย อาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ส่วนการศึกษาจักรวาลวิทยาเชิงพุทธศาสตร์ เป็นการศึกษาสภาพความ เป็นจริงของจักรวาล จากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเตือนสติ ให้ผู้ศึกษาเข้าใจชีวิตได้อย่างถูกต้อง

โลก คือ อะไร

                ในหัวข้อต่อไปนี้ นักศึกษาจะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำศัพท์สำคัญที่มักจะพบบ่อยๆ ในทุกบทเรียนของหนังสือเล่มนี้ คือ คำว่า โลก ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจโดยความหมายแคบๆ ว่า โลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงกลมๆ ที่อยู่ในระบบสุริยจักรวาลเท่านั้น แต่สำหรับความหมายของโลก ในทางพระพุทธศาสนายังมีความหมายที่กว้างกว่านั้น ดังนั้นเราควรทำความรู้จักความหมายของโลก ให้ถ่องแท้ว่า โลก คือ อะไร

โลก ความหมายของ โลก ในโลกสูตรกล่าวว่า มี 3 โลก คือ สัตวโลก สังขารโลก โอกาสโลก (หรือ อากาสโลก) ในโลกทั้ง 3 นั้น หมู่สัตว์ทั้งหลายที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อ แห่งรูปธรรม อรูปธรรม และทั้งรูปธรรมและอรูปธรรม ชื่อว่า สัตวโลก โลกที่แยกประเภทออกไปเป็น พื้นดิน และภูเขาเป็นต้น ชื่อว่า โอกาสโลก ขันธ์ทั้งหลายในโลกทั้งสอง ชื่อว่า สังขารโลก

โลก แปลว่า แผ่นดิน หมายถึง มนุษย์ โดยปริยายหมายถึง (1)ส่วนหนึ่งแห่งสกลจักรวาล เช่น มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก (2)ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ในระบบสุริยะ เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ลักษณะอย่างลูกทรงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ศูนย์สูตร ยาว 12,755 กิโลเมตร ศูนย์กลางที่ขั้วโลก ยาว 12,711 กิโลเมตร มีเนื้อที่บนผิวโลก 510,903,400 ตารางกิโลเมตร

โลก จากคำสอนของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ที่แบ่งเป็น 3 โลก ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ขยายความเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นดังนี้ คือ

1. สัตวโลก ได้แก่ จิตใจ หรือ เห็น จำ คิด รู้ ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย

2. ขันธโลก ได้แก่ ขันธ์ 5 ตั้งแต่ขันธ์ 5 ของสรรพสัตว์ของมนุษย์ เทวดา อรูปพรหม จนถึง กายธรรมโคตรภู กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี และกายธรรมอรหันต์

3. อากาสโลก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่สิ่งแวดล้อมที่ติดตัวเรา ขยายออกไปโดยรอบไปถึง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ถึงจักรวาลต่างๆ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ขยายใหญ่โตขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สิ้นสุด

จากความหมายที่ได้รวบรวมมานั้น ทำให้เราทราบว่า โลกมิได้มีความหมายเพียงแค่เป็นที่อยู่ อาศัยของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเท่านั้น แต่คำว่า โลก ยังมีความหมายที่ลึกซึ้งและมีนัยสำคัญอย่างน้อย 3 นัย ตามความหมายของโลกในความหมายที่ 3 คือ สังขารโลก สัตวโลกและโอกาสโลก ที่มีความหมายกว้างเช่นนี้ เนื่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งสิ่งทั้งปวงในโลกด้วยญาณทัสสนะอันแม่นยำของพระพุทธองค์ ไม่มีสิ่งใดจะบดบังความรู้ของพระองค์ได้ ดังนั้นพระพุทธองค์จึงสามารถจำแนกแยกแยะความจริงในสิ่ง ทั้งปวงได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง

จากความหมายของคำว่าโลกดังกล่าว นักศึกษาคงจะเข้าใจแล้วว่า เรื่องจักรวาลที่จะได้ศึกษานั้น จึงหมายถึงโอกาสโลก อันเป็นที่อาศัยของหมู่สัตว์ทั้งหลาย

ส่วนคำว่า โลก ในความหมายว่า ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในชมพูทวีปที่เราอาศัยอยู่นี้ ก็เป็นส่วน ประกอบหนึ่งของจักรวาล ซึ่งรายละเอียดเรื่ององค์ประกอบของจักรวาลเราจะศึกษาในบทต่อไป เมื่อ นักศึกษาทราบความหมายของโลกอย่างนี้แล้ว นักศึกษาก็จะไม่สับสนอีกต่อไป

โลกนี้ โลกหน้า คือ อะไร

ศัพท์ที่นักศึกษาต้องทำความเข้าใจกันต่อไป คือ คำว่า โลกนี้ โลกหน้า เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เมื่อพบคำเหล่านี้ในเนื้อหา

คำว่า โลกนี้ โลกหน้า เป็นคำที่มาจากพระไตรปิฎก ในปุพพังคสูตร อังคุตตรนิกาย ทสกนิปาต เรื่องสัมมาทิฏฐิ เป็นหัวข้อธรรมแรก ในอริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งหมายถึงความเข้าใจถูกในเรื่องโลกและชีวิต มี 10 ประการ เรื่องโลกนี้ โลกหน้า เป็นหัวข้อหนึ่งในสัมมาทิฏฐินั้น ทั้งสองคำนี้ มักใช้ควบคู่กัน เพราะมีความหมายที่เกี่ยวเนื่องกัน

โลกนี้ หมายความว่า โลกทั้ง 3 คือ สังขารโลก สัตวโลก และอากาสโลก ดังที่กล่าวไว้แล้ว ในความหมายของคำว่า โลก ซึ่งสามารถสรุปใจความสำคัญได้ว่า โลกนี้ คือ สถานที่อยู่อาศัยของสัตวโลก รวมถึงร่างกายและจิตของตัวเรา และสรรพสัตว์ทั้งหลาย

โลกนี้ เป็นโลกแห่งความแตกต่าง แต่ละคนล้วนมีความแตกต่างกัน ทั้งด้านร่างกาย ฐานะความเป็นอยู่ทางสังคมและเศรษฐกิจ สติปัญญา อุปนิสัย สรุปว่า มีความแตกต่างกันในทุกด้าน จากการ ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้เราทราบที่มาของความแตกต่างเหล่านั้น คือ กรรมที่เราเคย กระทำไว้ในอดีตไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ตาม ส่งผลให้แต่ละคนเกิดมาแตกต่างกัน

โลกหน้า หรือที่เรียกว่า ปรโลก มีความหมาย 2 ประการ คือ

1. ชีวิตหลังความตาย

2. สถานที่สถิตของชีวิตหลังความตาย

1. ชีวิตหลังความตาย หมายความว่า สภาพร่างกายและจิตใจของสัตว์ที่เกิดในภพใหม่ เมื่อมนุษย์รวมทั้งสัตวโลกทั้งมวลตายแล้ว ไม่สูญไปไหน จะสูญสิ้นแต่เฉพาะร่างกายซึ่งถูกเผาหรือถูกฝัง ดินเท่านั้น ส่วนใจยังไม่สูญไป ตราบใดที่ใจยังมีกิเลสก็จะต้องไปเกิด มีชีวิตอาศัยในร่างกายใหม่ต่อไปอีก ส่วนจะไปเกิดเป็นอะไร มีรูปร่างเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกรรมที่ตนเคยกระทำไว้

2. สถานที่สถิตของชีวิตหลังความตาย สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่กรรมของ สัตว์ที่เกิดในภพนั้นๆ จะดีจะเลวขึ้นอยู่กับกรรมของสัตว์ เป็นเรื่องที่แน่นอนว่า เมื่อมีการถือกำเนิดของชีวิต ก็จำเป็นต้องมีสถานที่อยู่ จากประสบการณ์ในชาตินี้ เราสามารถพิจารณาได้ว่า ถ้าเราได้เกิดใหม่ เป็นคนในตระกูลมั่งคั่ง มีเกียรติยศชื่อเสียง เราพอจะคาดเดาได้ว่า เราจะมีสถานที่อยู่อาศัยอย่างสุขสบาย แต่ถ้าเกิดในครอบครัวที่ยากจน เราพอจะคาดเดาได้ว่า เราจะมีที่อยู่อย่างยากลำบาก ไม่สะดวกสบาย เพราะฉะนั้นจึงพอสรุปได้ว่าเรื่องโลกหน้าเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน จะต้องไปเกิดในกำเนิดใด จะมีสถานที่อยู่เป็นอย่างไร แต่ที่ทราบแน่ชัด เราต้องไปเกิดใหม่ ตราบใดที่เรายังไม่หมดกิเลส

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย เปิดรับสมัครนักศึกษา และลงทะเบียนเรียน ตั้งแต่วันที่ 3-31 พฤษภาคม 2563

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเตม โทร. 062-2620-9090,086-3263822 หรือ https://www.douus.com/  www.thaidou.us

ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อสมัครเรียน S/63 คลิก
https://lin.ee/5D2eyGi

 

บทความที่น่าสนใจ

921228_409401582492509_1584317461_o

"ความจริงของชีวิต" ที่ทุกคนควรรู้

ธรรมชาติมีลักษณะร่วม 3 ประการ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราวแล้วแตกสลาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ และเป็นสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ นี่เป็นกฏธรรมชาติ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hvLzAvdWQvMjgvMTQxNDMzL3NzLmpwZw==

มิจฉาทิฏฐิ

การฝึกสมาธิที่มีการสอนกันโดยทั่วไปนั้น มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน เช่น เพื่อการแสดงฤทธิ์ทางใจในรูปของการปลุกเสก ร่ายคาถาอาคม เป็นต้น

Capture999999

ประโยชน์ 3 ที่ทุกคนพึงกระทำ

ประโยชน์-3เมื่อพูดแล้วว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ความจริงที่เป็นประโยชน์ ใช้แก้ทุกข์ได้ นำไปสู่จุดหมาย ก็ควรจะพูดถึงประโยชน์และจุดหมายด้วย ลักษณะทั่วไปของพุทธศาสนาประการหนึ่่ง ก็คือเป็นเรื่องของการดำเนินชีวิต หรือหลักการและวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าสู่จุดหมาย

93881738_227853748628674_7091993073105764352_o

แก้อาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากลักษณะงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่อง

ศูนย์ประสานงาน

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ติดต่อด้วยตัวเอง

ศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย  อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ฯ โซนอาคาร 3 ชั้น 2

วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี    

– วันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-11.00 และ 13.00-17.00 น.

– วันอาทิตย์ที่เสา N26 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย โทรศัพท์ 062-620-9090,086-326-3822

ติดต่อทางไปรษณีย์

ส่งเอกสารต่างๆ โดยจ่าหน้าซองมาที่

ศูนย์ประสานงานดีโอยู ตู้ ป.ณ. 69 ปณจ.คลองหลวง จ.ปทุธานี 12120

ทาง Internet

website    : www.dou.us/www.thaidou.us

email        : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย) / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ)

ประโยชน์ 3

ศาสตร์เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

Add Your Heading Text Here

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย (DOU)

ประโยชน์ 3 ประการ

เมื่อพูดแล้วว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ความจริงที่เป็นประโยชน์ ใช้แก้ทุกข์ได้ นำไปสู่จุดหมาย ก็ควรจะพูดถึงประโยชน์และจุดหมายด้วย ลักษณะทั่วไปของพุทธศาสนาประการหนึ่ง ก็คือเป็นเรื่องของการดำเนินชีวิต หรือหลักการและวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าสู่จุดหมาย ทีนี้ จุดหมายในทางพระพุทธศาสนาเราก็เรียนกันมาว่ามี ๓ ประการ เรียกว่า อัตถะ อัตถะ ๓ ประการ นี้ ถ้าจะแบ่งตามระดับก็คงจะได้เป็น ๓ อย่าง คือ

๑.  ประโยชน์ปัจจุบัน

๒.  ประโยชน์เบื้องหน้า

๓.  ประโยชน์อย่างสูงสุด

ทิฏฐธัมมิกัตถะ ก็คือ ประโยชน์ปัจจุบัน หรือประโยชน์อย่างที่เห็นๆ เพราะทิฏฐธัมมะแปลว่า เรื่องที่เห็นๆ กันอยู่ เรื่องที่มองเห็นได้ในแง่กาละ ก็คือปัจจุบัน หรือถ้าพูดในแง่ของเรื่องราวก็คือเรื่องทั่วๆ ไป เรื่องการดำเนินชีวิต การเป็นอยู่ที่ปรากฏ เรื่องทางวัตถุที่เห็นกันได้ สภาพภายนอก เช่น การมีปัจจัย ๔ มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย มีฐานะ มีลาภ มีเกียรติ มียศ มีสรรเสริญ เรื่องชีวิตคู่ครอง ความมีมิตรไมตรี อะไรต่างๆ ในชีวิตปัจจุบันนี้ ในชีวิตที่มองเห็นๆ กันอยู่ นี้เป็นประโยชน์ปัจจุบัน ซึ่งพระพุทธศาสนาก็สอน ว่าเป็นจุดหมายประการหนึ่งในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ หรือการปฏิบัติตามธรรมในพระพุทธศาสนา

สัมปรายิกัตถะ ก็คือ ประโยชน์ที่เลยออกไปหรือต่อออกไป สัมปราย แปลว่า เลยออกไป ก็หมายถึงเบื้องหน้า เลยออกไปไกลๆ ก็คือ ภพหน้า ชาติหน้า จะไปเกิดที่ดีๆ ไม่ไปเกิดที่ชั่วๆ นี่เป็นประโยชน์หรือเป็นจุดหมายขั้นสัมปรายะ หรือถ้าไม่มองไกลมากอย่างนั้น ก็ได้แก่สิ่งที่เป็นหลักประกันชีวิตในเบื้องหน้าหมายถึงสิ่งที่ลึกเข้าไปทางจิตใจ คือ พ้นจากเรื่องทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การมีฐานะ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ ชั้นภายนอกแล้วก็มาถึงเรื่องจิตใจ เรื่องคุณธรรมต่างๆ การที่จะมีจิตใจที่สุขสบาย ซึ่งท่านบอกว่าต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ มีศรัทธา มีความประพฤติซึ่งทำให้มั่นใจตนเอง มีศีล มีจาคะ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีสุตะ มีความรู้ได้เล่าเรียนศึกษาและมีปัญญา มีความเข้าใจรู้จักสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง อะไรพวกนี้ นี้เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งเข้าไปในจิตใจ ซึ่งเมื่อมีแล้วก็เป็นเครื่องรับประกันชีวิตในเบื้องหน้าได้ทีเดียวว่า คติชีวิตจะเป็นไปในทางที่ดี นี้ก็เป็นจุดหมายประการหนึ่งในทางพุทธศาสนา ยกตัวอย่างเรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศล สมัยหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ทางเสวยมากจนกระทั่งอ้วนอึดอัด พระพุทธเจ้าก็ทรงตักเตือน พระเจ้าปเสนทิโกศลถึงกับได้ทูลพระพุทธเจ้าว่าพระองค์นี้ทรงอนุเคราะห์ข้าพระองค์ ไม่เฉพาะเรื่องสัมปรายิกัตถะเท่านั้น ทรงอนุเคราะห์แม้แต่ในเรื่องทิฏฐธัมมิกัตถะด้วย

ส่วนปรมัตถะ ก็คือประโยชน์สูงสุด ถ้าพูดกันง่ายๆ ก็คือเรื่องนิพพาน หรือความมีใจเป็นอิสระ ความมีจิตหลุดพ้น มีจิตใจปลอดโปร่งผ่องใสเบิกบานอยู่ได้ตลอดเวลา เพราะปราศจากกิเลส

จุดหมายนี้แบ่งเป็น ๓ อย่าง หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น ๓ ระดับ ซึ่งอยู่ในวงหรือขอบเขตของพระพุทธศาสนา เป็นลักษณะทั่วไปอย่างหนึ่ง ซึ่งช่วยให้ได้ระมัดระวังว่าเราจะสอนหรือแสดงหลักการของพระพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องจำกัดเอาอย่างเดียว เมื่อใครพูดถึงเรื่องระดับอื่น ประโยชน์ระดับอื่นแล้ว ไม่ยอมรับเลย บอกว่าอันนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา มิใช่อย่างนั้น พระพุทธศาสนาครอบคลุมได้ทั้ง ๓ ระดับอย่างนี้ อนึ่ง ถ้าหากจะไม่แบ่งในแง่ระดับ จะแบ่งในแง่ประโยชน์ หรือจุดหมายที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นด้านๆ ท่านก็แบ่งไว้อีก บอกว่าประโยชน์มี ๓ อย่าง  คือ

๑. ประโยชน์ตน

๒. ประโยชน์ผู้อื่น

๓. ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย หรือ ประโยชน์ร่วมกัน

คำสอนประเภทนี้ก็มีเน้นอยู่มากมายในพระไตรปิฎก เช่น เน้นเรื่องการไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นก็แน่ละ แถมไม่เบียดเบียนตนอีกด้วย พระพุทธศาสนาย้ำ ซึ่งอันนี้เป็นลักษณะที่แปลก บางทีเราไม่ได้สังเกต ท่านให้มองตัวเราไม่ใช่ในแง่ตัวตน แต่มองเป็นชีวิตหนึ่งเหมือนกับชีวิตทั้งหลาย ชีวิตคนอื่นเราไม่เบียดเบียนฉันใด ตัวเราในฐานะที่เป็นชีวิตหนึ่งซึ่งใกล้ชิดที่สุด ต้องรับผิดชอบก่อน เราก็ไม่ควรเบียดเบียนเหมือนกัน แม้แต่การจำกัดความ ความเป็นพาลเป็นบัณฑิต อะไรนี้ ท่านก็ให้มองดูที่การเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่ ต่อจากนั้นก็ขยายออกไปในระดับปรัตถะอย่างกว้าง

เช่น สำหรับพระภิกษุสงฆ์ สำหรับผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา คำว่า ‘ปรัตถะ’ นี้ก็จะขยายออกมาในรูปที่ว่า พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย เพื่อประโยชน์แก่พหูชน เพื่อความสุขแก่พหูชน ซึ่งคติเรื่องประโยชน์สุขแก่พหูชนนี้มากมายเหลือเกินในพระไตรปิฎก เช่นว่า พรหมจรรย์หรือพรหมจริยะนี้มีอยู่ยั่งยืนเพื่ออะไร ก็เพื่อประโยชน์สุขของพหูชน พระพุทธเจ้าส่งสาวกออกประกาศพระศาสนาก็เพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน การกระทำเพื่อประโชน์สุขของพหูชนนี้ก็คือ เรื่องปรัตถะในระดับสำหรับผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับสังคม หรือประโยชน์ที่กว้างไกลออกไป นี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับจุดหมาย

บทความน่าสนใจ

921228_409401582492509_1584317461_o

"ความจริงของชีวิต" ที่ทุกคนควรรู้

ธรรมชาติมีลักษณะร่วม 3 ประการ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราวแล้วแตกสลาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ และเป็นสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ นี่เป็นกฏธรรมชาติ

images

บทความจักรวาลวิทยา

โลก 3  คือ สัตวโลก สังขารโลก โอกาสโลก (หรือ อากาสโลก) ในโลกทั้ง 3 นั้น หมู่สัตว์ทั้งหลายที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อ

Untitled-12556

บทความขันธ์ 5

กองแห่งรูปหรือนาม ที่ประชุมกันเข้าเป็น 5 หมวด  ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา สิ่งที่แยกกันไว้เป็นกลุ่ม เป็นกอง หรือเป็นพวกๆ จำนวน 5 อย่างนั้น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยส่วนรูปเป็นรูปขันธ์ อีก 4 อย่าง คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนามขันธ์

93881738_227853748628674_7091993073105764352_o

แก้อาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากลักษณะงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่อง

ศูนย์ประสานงาน

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ติดต่อด้วยตัวเอง
ศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย  อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ฯ โซนอาคาร 3 ชั้น 2
วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี    
– วันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-11.00 และ 13.00-17.00 น.
– วันอาทิตย์ที่เสา N26 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย โทรศัพท์ 062-620-9090,086-326-3822
ติดต่อทางไปรษณีย์
ส่งเอกสารต่างๆ โดยจ่าหน้าซองมาที่
ศูนย์ประสานงานดีโอยู ตู้ ป.ณ. 69 ปณจ.คลองหลวง จ.ปทุธานี 12120
ทาง Internet
website    : www.dou.us/www.thaidou.us
email        : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย) / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ)
 

สมัครเรียภาคฤดูร้อน 63

email : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่น)

ตรวจสอบผลการเรียนและสมัครเรียนภาคฤดูร้อน 2563

DOU ประกาศผลสอบ เทอม 1/2563 แล้วจ้า
นักศึกษาสามารถเข้าไปตรวจสอบผลการเรียน
ได้ที่ www.dou.us หรือ คลิกเช็คผลสอบได้ที่นี่เลยน้าา…
https://bit.ly/2VXUqCG

ปล. เปิดรับสมัคร เทอม S/63 ทั้งระบบการเรียนรูปแบบตำรา และแบบฝึกหัด หรือ การเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Classroom สอบถามรายละเอียด ได้ที่ 06-2620-9090, 08-6326-3822 ยินดีให้บริการค่ะ

DOU Online – Learning from Home
English Program (Google Classroom)

Academic Calendar : Summer/2020

Apply & enrollment periods: May 1 – 31, 2020

Final examination week: July 5 – 11, 2020

Submission week July 12 – 20, 2020

Semester grades out: August 16, 2020

Contact us:
Website : www.dou.us
Line : @dou-us or Click
https://lin.ee/jRl88Hp

 
 
 
 

ติดตามเรา

บทความน่าสนใจ

EP.20 บทที่ 3 โลกหน้ามีที่ไป ตายแล้วไม่สูญ ข้อ 2 รูปกายที่รองรับชีวิตในวัฏสงสาร

EP.19 บทที่ 3 โลกหน้ามีที่ไป ตายแล้วไม่สูญ ข้อ 1 รูปแบบของการเกิด

EP.18 บทที่ 2 ข้อ 10 วิธีแก้ไขวิบากกรรม

สแกนคิวอาร์โค๊ต ตามกลุ่มวิชาการศึกษาภาคฤดูร้อน 2563 ดังต่อไปนี้

ความรู้พื้นฐานทางพระพุทธศาสนา

สูตรสำเร็จการพัฒนาตนเอง

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

การดูแลสุขภาพตามพุทธวิธี

พระไตรปิฎกศึกษา

ศาสนศึกษา

สูตรสำเร็จการพัฒนาองค์กรและเศรษฐกิจ

สูตรสำเร็จการพัฒนาสังคมโลก

ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา

สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก

ปฏิปทามหาปูชนียาจารย์

ศาสตร์การเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ปรโลกวิทยา

จักรวาลวิทยา

Category

ศูนย์ประสานงาน

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ติดต่อด้วยตัวเอง

ศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย  อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ฯ โซนอาคาร 3 ชั้น 2

วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี    

– วันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-11.00 และ 13.00-17.00 น.

– วันอาทิตย์ที่เสา N26 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย โทรศัพท์ 062-620-9090,086-326-3822

ติดต่อทางไปรษณีย์

ส่งเอกสารต่างๆ โดยจ่าหน้าซองมาที่

ศูนย์ประสานงานดีโอยู ตู้ ป.ณ. 69 ปณจ.คลองหลวง จ.ปทุธานี 12120

ทาง Internet

website    : www.dou.us/www.thaidou.us

email        : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย) / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ)