Month: June 2020

คอร์ส ปันสุข

DOU

ศาสตร์เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

เปิดรับสมัครเรียน คอร์สปันสุข

12-30 มิถุนายน 2563

ร่วมแบ่งปันความสุข & เขิญชวนมาช่วยคนให้พ้นจากความทุกข์ด้วยกันนะ

คอร์สปันสุขเป็นโครงการพิเศษ เปิดโอกาสให้ทุกท่่านได้เรียนคอร์สออนไลน์ตามความสนใจ จำนวน 9 วิชา เพื่อรับใบประกาศนียบัตรออนไลน์
– เนื้อหาคุณภาพ เรียนง่าย ไม่มีวันหมดอายุ
– เหมาะกับผู้เรียน ทุกเพศ ทุกวัย
– มีทั้งหลักสูตรภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

*ลงทะเบียนเรียน คอร์สปันสุข* (Pay what you want)
คลิกเลย!!! https://bit.ly/2STbRBB

ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบุญปัญญาบารมี ได้ที่นี่
https://lin.ee/5D2eyGi

ดูรายละเอียดเนื้อหา #คอร์สปันสุข
1. จักรวาลวิทยา https://bit.ly/2lg0TsV
2. ปรโลกวิทยา https://bit.ly/2mUyTeJ
3. รู้ทันวิบากกรรม https://bit.ly/3eegOhq
4. ศาสตร์การเป็นพุทธเจ้า https://bit.ly/2mOf8pk
5. ธรรมจักร https://bit.ly/2lJk12Z
6. สูตรรักพันปีที่โรงเรียนไม่มีสอน https://bit.ly/3hlKhYO
7. สูตรรักการเลี้ยงลูกชั้นเทพ https://bit.ly/3cWBDN4
8. Warm hearted family https://bit.ly/2lWtpzQ
9. Buddhist Wisdom https://bit.ly/2kQMPG7

“เรียนพุทธศาสตร์ กลั่นใจใสสว่าง เปิดทางสู่สวรรค์ และพระนิพพาน”
เปิดรับสมัคร วันที่ 12 – 30 มิถุนายน 2563 เท่านั้น
รีบๆ ลงทะเบียนเรียนกันนะ

1 แชร์ เท่ากับ 1 ธรรมทาน

ศูนย์ประสานงาน

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ติดต่อด้วยตัวเอง
ศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย  อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ฯ โซนอาคาร 3 ชั้น 2
วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี    
– วันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-11.00 และ 13.00-17.00 น.
– วันอาทิตย์ที่เสา N26 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย โทรศัพท์ 062-620-9090,086-326-3822
ติดต่อทางไปรษณีย์
ส่งเอกสารต่างๆ โดยจ่าหน้าซองมาที่
ศูนย์ประสานงานดีโอยู ตู้ ป.ณ. 69 ปณจ.คลองหลวง จ.ปทุธานี 12120
ทาง Internet
website    : www.dou.us/www.thaidou.us
email        : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย) / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ)
 

โยนิโสมนสิการ

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย
ศาสตร์เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์


โยนิโสมนสิการ

“โยนิโสมนสิการ” ประกอบด้วย โยนิโส กับ มนสิการ  โยนิโสมาจาก โยนิ ซึ่งแปลว่าเหตุต้นเค้าแหล่งเกิดปัญญาอุบายวิธีทาง ส่วนมนสิการ แปลว่า การทําในใจการคิดคํานึงนึกถึงใส่ใจพิจารณา เมื่อรวมเข้าเป็นโยนิโสมนสิการ ท่านแปลสืบๆกันมาว่าการทําในใจโดยแยบคายการทําในใจโดยแยบคายนี้มีความหมายแค่ไหนเพียงใดคัมภีร์ชั้นอรรถกถาและฎีกาได้ไขความไว้โดยวิธีแสดงไวพจน์ให้เห็นความหมายแยกเป็นต่างๆ เช่น อุบายมนสิการ แปลว่าคิดหรือพิจารณาโดยอุบายคือคิดอย่างมีวิธีหรือคิดถูกวิธีหมายถึงคิดถูกวิธีที่จะให้เข้าถึงความจริงสอดคล้องเข้าแนวกับสัจจะทําให้หยั่งรู้สภาวลักษณะและสามัญลักษณะของสิ่งทั้งหลาย

โยนิโสมนสิการ หมายถึง การทำในใจโดยแยบคาย การคิดพิจารณาอย่างละเอียด ถี่ถ้วนและลึกซึ้ง หรือการคิดที่ถูกวิธี มีระเบียบ มีเหตุผล และสร้างสรรค์ มี 10 วิธี ดังนี้
1. วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย คือ คิดแบบมีเหตุผล เช่นพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้โดยใช้วิธีการคิดแบบสืบสาวหาเหตุจากปัจจัย พระองค์ตั้งคำถามขึ้นมาเกี่ยวกับเวทนา ได้แก่ ความรู้สึกสุขทุกข์ โดยทรงพิจารณาว่าเวทนาที่เป็นสุขเป็นทุกข์นี้เกิดขึ้นโดยมีอะไรเป็นปัจจัย แล้วพระองค์ก็สืบสาวไปก็ทรงค้นพบว่า มีผัสสะ เป็นต้น
2. วิธีคิดแบบแยกแยะ ส่วนประกอบ คือ การคิดจำแนกแยกแยะองค์รวมของสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นองค์ย่อย ๆ ทำให้มองเห็นความและความสมพันธ์ขององค์ประกอบย่อยเหล่านั้นว่ามีความเกี่ยว กับเนื่องกัน เป็นเหตุเป็นผลและพึ่งพาอาศัยกันอย่างไร จึงประสานสอดคล้องกันเป็นองค์รวม วิธีคิดแบบนี้จะทำให้เรารู้และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ตามสภาพความเป็นจริง
3. วิธีแบบสามัญลักษณะ คือ คิดแบบไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) คือคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา ชีวิตของคนเราก็เป็นเช่นนี้เป็นอนิจจังไม่เที่ยงแท้ ทุกขังมีแต่ความทุกข์อนัตตาไม่มีตัวตนที่แน่นอน
4. วิธีคิดแบบอริยสัจ หรือ วิธีคิดแบบแก้ปัญหา คือ การพิจารณาปัญหามีอะไรบ้าง (ทุกข์) สาเหตุอยู่ที่ใด (สมุทัย) แนวทางและเป้าหมายของการแก้ปัญหาที่ตั้งไว้ (นิโรธ) พิจารณาวีการ ดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย (มรรค) ซึ่งเราสามารถใช้เป็นหลักยึดในการพิจารณาถึงความเป็นจริงและนำไปสู่การคิด ตามกระบวนการนี้
5. วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ คิดตามหลักการและความมุ่งหมาย เป็นการคิดแบบสุตบุรุษ หรือสัปปุริสธรรมอันเป็นคุณสมบัติของคนดี คือ รู้จักเหตุ รู้จักผลรู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักบุคคล รู้จักชุมชน
6. วิธีคิดแบบเห็นคุณ – โทษและทางออก คือ มองในเชิงคุณค่าว่าสิ่งนั้น ๆ มีคุณในแง่ไหน มีโทษในแง่ไหน มองทั้งคุณและโทษ แล้วก็หาทางออกที่จะแก้ไข
7. คิดแบบคุณค่าแท้- คุณค่าเทียม รู้จักแยกแยะสิ่งดีชั่วได้อย่างมีเหตุผล
8. วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม คิดแบบปลุกเร้าคุณธรรมหรือชุดความดี หมายถึง การบำเพ็ญความดี ซึ่งจะต้องกระทำให้ถึงที่สุด
9. วีคิดแบบเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน คือ คิดอยู่ในปัจจุบัน แนวนี้ต้องบมีวิปัสสนากรรฐานเป็นเครื่องมือ
10. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท (แบบจำแนก) คือ คิดแบบรอบด้าน แยกแยะ มองสิ่งต่าง ๆในหลาย ๆ มุมอย่างละเอียดรอบคอบ
การคิดทั้ง 10 ข้อที่กล่าวมาสรุปได้สั้น ๆ 4 ข้อ คือ 1. คิดเป็นระเบียบ 2. คิดถูกวิธี 3. คิดเป็นเหตุเป็นผล 4. คิดให้เกิดการกระทำที่เป็นกุศล

ไฟล์ pdf pd002

Untitled-12556

ขันธ์ 5

กองแห่งรูปหรือนาม ที่ประชุมกันเข้าเป็น 5 หมวด ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน

images

จักรวาลวิทยา

โลก 3 คือ สัตวโลก สังขารโลก โอกาสโลก (หรือ อากาสโลก)

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hvLzAvdWQvMjgvMTQxNDMzL3NzLmpwZw==

มิจฉาทิฏฐิ

การฝึกสมาธิเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุณค่า

921228_409401582492509_1584317461_o

ความจริงของชีวิต

ธรรมชาติมีลักษณะร่วม 3 ประการ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

ศูนย์ประสานงาน

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ติดต่อด้วยตัวเอง
ศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย  อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ฯ โซนอาคาร 3 ชั้น 2
วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี    
– วันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-11.00 และ 13.00-17.00 น.
– วันอาทิตย์ที่เสา N26 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย โทรศัพท์ 062-620-9090,086-326-3822
ติดต่อทางไปรษณีย์
ส่งเอกสารต่างๆ โดยจ่าหน้าซองมาที่
ศูนย์ประสานงานดีโอยู ตู้ ป.ณ. 69 ปณจ.คลองหลวง จ.ปทุธานี 12120
ทาง Internet
website    : www.dou.us/www.thaidou.us
email        : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย) / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ)
 

สัมมาทิฏฐิ

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

email : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่น)

dou

สัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิ : ความเห็นชอบ

             สัมมาทิฏฐิ   เป็นชื่อของปัญญา ชื่อหนึ่ง คือ ความเห็นชอบ ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่ง สัมมาทิฏฐิ เหตุผลที่เริ่มด้วย ปัญญา คือ ความเห็นชอบก่อนนั้น เพราะหากขาดปัญญาแล้ว ขาดความเห็นถูกแล้ว ก็ไม่สามารถละกำจัดกิเลส มีความไม่รู้ เป็นต้นได้เลย เพราะมีความรู้ สัมมาทิฏฐิ ตามความเป็นจริงย่อมละความไม่รู้ได้ และค่อยๆ รู้ขึ้นในสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ และที่แสดงสัมมาทิฏฐิก่อน เพราะการกำจัดกิเลส และสภาพธรรมฝ่ายดีประการอื่นๆ ที่เป็นองค์ของมรรคประการต่างๆ จะเจริญไม่ได้เลย หากขาด ปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ ธรรม คือ ปัญญาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ จึงเป็น ธรรมที่มีอุปการะมาก อุปการะ เกื้อกูลทำให้สามารถบรรลุธรรมได้

ปัญญา สัมมาทิฏฺฐิ ก็จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม เมื่อปัญญาเจริญขึ้น ปัญญา สัมมาทิฏฐิ แม้ขั้นการฟังก็มีอุปการะ เกื้อกูล เพราะถ้าไม่ฟังพระธรรมให้เข้าใจ ให้มีปัญญาขั้นการฟังแล้ว การปฏิบัติ ก็ผิดตามไปด้วยหมด ปัญญาจึงเป็นเบื้องต้น ต่อการบรรลุธรรมในอนาคต

ต่อไปนี้คืออรรถาธิบายเกี่ยวกับมรรคมีองค์ 8 ในระดับโลกิยะ อันปรากฏในนิทานชาดกเป็นสุตตันตะปริยาย มีใจความว่าสัมมาทิฏฐิ หมายถึง ปัญญาอันรู้คุณพระรัตนตรัยดังมีเรื่องปรากฏในนิทานธรรมบทว่า

   ในเมืองสาวัตถี มีกุมารอยู่สองคน คนหนึ่งมาจากครอบครัวสัมมาทิฏฐิ อีกคนหนึ่งถือกำเนิดในครอบครัวมิจฉาทิฏฐิ กุมารทั้ง องนี้เล่นลูกคลีด้วยกันทุกวัน กุมารจากครอบครัวสัมมาทิฏฐิก่อนจะกลิ้งลูกคลีก็ระลึกถึงคุณของ มเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “อิติปิ โส ภควา” และ “นโม พุทธัสสะ” แล้วจึงกลิ้งลูกคลีนั้นไป ฝ่ายกุมารจากครอบครัวมิจฉาทิฏฐิ ก่อนจะกลิ้งลูกคลีก็ระลึกถึงคุณของเดียรถีย์ แล้วกล่าวถ้อยคำว่า “นโม ติตถิยานัง” แปลว่า ขอนอบน้อมต่อเดียรถีย์ทั้งหลาย แล้วจึงกลิ้งลูกคลีนั้นไป ผลปรากฏว่ากุมารจากครอบครัวสัมมาทิฏฐิมีชัยชนะทุกครั้งส่วนกุมารจากครอบครัวมิจฉาทิฏฐิแพ้ทุกครั้ง เรื่องนี้มีอรรถาธิบายสรุปว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิย่อมชนะมิจฉาทิฏฐิบุคคลเสมอ

สัมมาทิฏฐิช่วยให้พ้นจากอันตรายทั้งปวง
    บุคคลผู้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิย่อมพ้นจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง อันได้แก่ อันตรายจากอมนุษย์ เป็นต้น เกี่ยวกับเรื่องนี้มีปรากฏในนิทานชาดกว่า วันหนึ่งบิดาของสัมมาทิฏฐิกุมารพากุมารผู้บุตรใส่เกวียนไปตัดฟนในป่าแห่งหนึ่ง ครั้นตัดฟนเสร็จแล้วก็ใส่เกวียนบรรทุกกลับบ้าน ขณะที่เดินทางกลับมาถึงป่าช้าแห่งหนึ่งภายนอกพระนคร จึงหยุดพักปล่อยให้โคไปกินหญ้า โคนั้นก็หนีเข้าไปในเมือง บิดาจึงปล่อยให้บุตรชายเฝ้าเกวียนแล้วเข้าไปตามหาโคในเมืองเมื่อจับโคได้แล้วจึงกลับออกมา ครั้นถึงประตูเมืองก็เป็นเวลาพลบค่ำ ผู้รักษาประตูเมืองได้ปิดประตูแล้ว บิดาของกุมารนั้นจึงไม่สามารถกลับออกไปหาลูกได้ กุมารนั้นมิได้เห็นบิดากลับออกมาจึงรำลึกถึงพระคุณแห่ง มเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วท่องบท “อิติปิโส ภควา” จนกระทั่งนอนหลับไป

     ต่อมามียักษ์ องตนออกเที่ยวหาอาหารในยามราตรี ยักษ์ตนหนึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ อีกตนหนึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ ครั้นเห็นกุมารนั้นหลับอยู่ในเกวียน ยักษ์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิจึงกล่าวแก่ หายว่า ควรจะจับเอากุมารนั้นเป็นอาหารเสียเถิด แต่ยักษ์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิกลับห้ามสหายมิให้ทำเช่นนั้น ฝ่ายยักษ์มิจฉาทิฏฐิก็มิได้ฟังคำทัดทาน ตรงเข้าจับเท้าทั้ง องของกุมารฝ่ายกุมารตกใจตื่นขึ้นก็รำลึกถึงพระพุทธคุณจึงสวดบท “นโม พุทธัสสะ” ดัง ๆ ทำให้ยักษ์มิจฉาทิฏฐิตกใจ วางเท้ากุมารแล้วถอยออกไป ยักษ์สัมมาทิฏฐิจึงตำหนิ หายว่า “ท่านกระทำไม่สมควร เราจะลงทัณฑกรรมแก่ท่าน ท่านจงไปเที่ยวแสวงหาอาหารมาให้กุมารนี้” ว่าแล้วยักษ์สัมมาทิฏฐิก็อยู่เฝ้ากุมารนั้นส่วนยักษ์มิจฉาทิฏฐิก็เหาะเข้าไปในพระราชวัง ขนเอาเครื่องพระสุธาโภชน์ข้าวหอมใส่พระสุพรรณภาชน์แล้วเหาะกลับมายังเกวียน ยักษ์ทั้งสองตนนั้นจึงแปลงตนเป็นมารดากับบิดาของกุมารนำอาหารมาให้กุมารกิน เสร็จแล้วจึงจารึกอักษรลงไว้ในภาชนะ แล้วอธิษฐานด้วยอานุภาพแห่งยักษ์ว่า “ขอให้เฉพาะแต่พระมหากษัตราธิราชพระองค์เดียวเท่านั้นทรงแลเห็นอักษรนี้ บุคคลอื่นอย่าได้เห็น” อธิษฐานเช่นนั้นแล้วก็เอาสุพรรณภาชน์นั้นใส่เกวียนไว้แล้วจึงจากไป

    ครั้นรุ่งเช้า ชาวเมืองทั้งหลายก็โจษจันกันเซ็งแซ่ว่า พระสุพรรณภาชน์ของหลวงหายไปจึงมีการส่งเจ้าหน้าที่ค้นหากันทั่วทั้งในเมืองและนอกเมือง ในที่สุดจึงได้พบพระสุพรรณภาชน์อยู่ในเกวียนของกุมารนั้น เจ้าหน้าที่จึงนำเอาพระสุพรรณภาชน์กับตัวกุมารนั้นเข้าไปถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล ครั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นอักษรก็ทรงเข้าพระทัย จึงทรงมีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ซักถามกุมาร ได้รับคำตอบจากกุมารว่า มารดาบิดาเอาสุพรรณภาชน์นั้นใส่อาหารมาให้กิน

    ครั้นแล้วพระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทรงพากุมารนั้นพร้อมทั้งบิดา ไปนมัสการสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทูลถามพระพุทธองค์ว่า พุทธานุสติเพียงสิ่งเดียวก็สามารถรักษาสัตว์ให้พ้นอันตรายได้กระนั้นหรือ

    สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า จิตของบุคคลผู้เจริญอนุสติทั้ง 6 ประการ ย่อมรักษาผู้นั้นให้พ้นจากอันตรายได้ ครั้นแล้วจึงตรัสพระธรรมเทศนาถึงอนุสติทั้ง 6 ประการไว้ดังต่อไปนี้

1. สติอันระลึกถึงตถาคต คือ พุทธานุสติ ได้แก่บทว่า “อิติปิ โส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ฯ”

2. สติอันระลึกถึงพระธรรมคุณ คือ ธัมมานุสติ ได้แก่บทว่า ” วากขาโต ภควตา ธัมโม ฯ”

3. สติอันระลึกถึงพระสังฆคุณ คือสังฆานุสติ ได้แก่บทว่า “สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ ฯ”

4. สติอันระลึกถึงความไม่สะอาดและน่ารังเกียจของร่างกาย คือกายคตาสติ ได้แก่ บทว่า “เกสา โลมฯ”

5. สติอันระลึกถึงความกรุณา ได้แก่บทว่า “สัพเพสัตตา ทุกขา ปมุญจันติ ฯ”

6. สติอันระลึกถึงความเมตตา ได้แก่บทว่า “สัพเพสัตตา อเวรา โหนตุ ฯ”

    บุคคลใดมีอนุสสติแม้เพียงประการเดียวใน 6 ประการนี้ระลึกมั่นอยู่ในสันดาน ในเวลากลางวันก็ดี กลางคืนก็ดี ตลอดเวลาก็ดี แม้เพียงวันละ 3 หน หรือหนเดียวก็ดี ย่อมได้ชื่อว่าเป็นสาวกแห่งตถาคต ไม่ว่ายามหลับยามตื่นย่อมพ้นจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวงสำหรับเรื่องนี้มีอรรถาธิบายว่า บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา รู้จักคุณพระรัตนตรัย หมั่นเจริญอนุสติภาวนา 6 ประการนี้เนือง ๆ ย่อมได้ชื่อว่า ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิอันเป็นโลกิยะ

   อนึ่ง บุคคลผู้มีปัญญาละเสียซึ่งมิจฉาทิฏฐิทั้งปวง ย่อมได้ชื่อว่า เป็นสัมมาทิฏฐิมิจฉาทิฏฐินั้นเป็นอย่างไร จิตแห่งมิจฉาทิฏฐิบุคคลย่อมคิดเห็นว่า

1. การทำทานมิได้มีอานิสงส์ใด ๆ

2. การบูชาสักการะทั้งปวงหาผลมิได้

3. การกระทำดีหรือกระทำชั่วทั้งหลาย หาวิบากกรรมมิได้ คือไม่เชื่อในกฎแห่งกรรมนั่นเอง

4. โลกนี้หามิได้ คือไม่มีโลกนี้

5. ปรโลกก็หามิได้ คือไม่มีโลกหน้า

6. การปฏิบัติรับใช้มารดาก็หาประโยชน์มิได้

7. การปฏิบัติรับใช้บิดาก็หาประโยชน์มิได้

8.สมณะและพราหมณ์ผู้ประพฤติดีงาม บริสุทธิ์จากบาปทั้งปวง กระทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาแห่งตนเอง แล้วนำไปสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามก็หาผลมิได้ และการปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาแห่งตน แล้วนำมาบอกให้ผู้อื่นรู้ด้วยก็หาผลอันใดมิได้

   นอกจากนี้บุคคลที่มีความเห็นว่า บุคคลใดก็ตามเมื่อถึงแก่ชีวิตแล้วย่อมจบสิ้น มิได้มีการบังเกิดในโลกหน้าอีก บุคคลเช่นนี้ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิส่วนบุคคลที่รู้จักอานิสงส์แห่งทานอานิสงส์แห่งการบูชา ตลอดจนอานิสงส์แห่งการปฏิบัติเกื้อกูลต่อมารดาบิดาสมณพราหมณ์ผู้ทรงศีล ย่อมได้ชื่อว่า ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ

ศูนย์ประสานงาน

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ติดต่อด้วยตัวเอง
ศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย  อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ฯ โซนอาคาร 3 ชั้น 2
วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี    
– วันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-11.00 และ 13.00-17.00 น.
– วันอาทิตย์ที่เสา N26 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย โทรศัพท์ 062-620-9090,086-326-3822
ติดต่อทางไปรษณีย์
ส่งเอกสารต่างๆ โดยจ่าหน้าซองมาที่
ศูนย์ประสานงานดีโอยู ตู้ ป.ณ. 69 ปณจ.คลองหลวง จ.ปทุธานี 12120
ทาง Internet
website    : www.dou.us/www.thaidou.us
email        : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย) / jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ)