มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย (Dhammakaya Open University ' California)

ศาสตร์เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ขจัดความฟุ้งซ่านด้วยการฝึกสติ

สติ,สติปัฏฐาน 4

Dhammakaya Open University 'Californai

สติ ตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ที่เป็นเจตสิก สติ เป็นเจตสิกฝ่ายดี คือเกิดกับจิตที่ดีงาม ไม่เกิดกับอกุศลจิตเลย สติ ทำหน้าที่ระลึกเป็นไปในทางที่ดี และ สติเป็นธรรมที่เป็นเครื่องกั้นกระแสกิเลส

สติ มีหลายอย่าง หลายชนิด แต่ สติ ก็ต้องกลับมาที่ สติเป็น สภาพธรรมฝ่ายดีครับ สติ แบ่งตามระดับของกุศลจิต เพราะเมื่อใด กุศลจิตเกิด สติจะต้องเกิดร่วมด้วย กุศลจิต มี 4 ขั้น คือ ขั้นทาน ศีล สมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา

สติจึงมี 4 ขั้น คือ สติที่ระลึกเป็นไปในทาน สติที่ระลึกไปในศีล สติที่ระลึกเป็นไปในสมถภาวนา และ สติที่ระลึกเป็นไปในวิปัสสนาภาวนา

สติขั้นทาน คือ เมื่อสติเกิดย่อมระลึกที่จะให้ สติขั้นศีล คือ ระลึกที่จะไม่ทำบาป งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ สติขั้นสมถภาวนา เช่น ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า และสติขั้นวิปัสสนา คือ สติที่ระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ เกิดพร้อมปัญญารู้ความจริงว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ครับ

ดังนั้น สติ จึงเป็นสภาพธรรม ที่ระลึกเป็นไปในกุศลทั้งหลาย และ ขณะใดที่สติเกิดขณะนั้น อกุศลไม่เกิด เพราะกั้นกระแสกิเลสในขณะนั้น สติเป็นโสภณเจตสิก เกิดกับโสภณจิต ซึ่งโสภณจิต ไม่ได้หมายเพียง กุศลจิตเท่านั้น กิริยาจิตและวิบากจิตด้วยก็ได้ เพราะฉะนั้น สติเจตสิกจึงเกิดกับ วิบากจิต และ กิริยาจิต ได้ด้วยครับ เช่น พระอรหันต์ที่มีจิตเมตตา เป็นกิริยาจิต แต่ก็มีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วยในขณะนั้น แม้เป็นกิริยาจิต ครับ

สติมีลักษณะ ๒ ประการ คือ อปิลาปนลักขณะสติ และ อุปคัณหณลักขณาสติ

อปิลาปนลักขณาสติ

“อปิลาปนลักขณาสติ” นั้น คือ อารมณ์ให้ระลึกไปในธรรมทั้งหลาย คือ

๐ เตือนว่า สิ่งนั้นดีสิ่งนั้นชั่ว สิ่งนี้ไม่เป็นประโยชน์ สิ่งนี้เป็นโทษ สิ่งนี้เป็นคุณ สิ่งนี้ขาวสิ่งนี้ดำ
๐ เตือนอารมณ์ให้ระลึกในธรรมทั้งหลายนี้ว่า ธรรมสิ่งนี้เป็นสติปัฏฐาน ๔ ธรรมสิ่งนี้เป็นสัมมัปปธาน ๔ ธรรมสิ่งนี้เป็นอิทธิบาท ๔ ธรรมสิ่งนี้เป็นอินทรีย์ ๕ ธรรมสิ่งนี้เป็นพละ ๕ ธรรมสิ่งนี้โพชฌงค์ ๗ ธรรมสิ่งนี้เป็นอัฏฐังคิกมรรค ๘ประการ ธรรมสิ่งนี้เป็นสมถกรรมฐาน ธรรมสิ่งนี้เป็นวิปัสสนากรรมฐาน ธรรมสิ่งนี้เป็นฌาน เป็นสมาบัติ เป็นวิชชา เป็นวิมุตติ เป็นกองจิตกองเจตสิก

อุปคัณหณลักขณาสติ

อุปคัณหณลักขณาสตินั้น เมื่อจะบังเกิดในสันดานนี้ ชักชวนให้ถือเอาคติในธรรมอันดี พระโยคาวจรเจ้าเมื่ออุปคัณหณลักขณาสติบังเกิดในสันดาน ย่อมพิจารณาว่า

ธรรมสิ่งนี้มีอุปการธรรม สิ่งนี้หาอุปการมิได้
๐ ก็นำเสียซึ่งธรรมอันมิได้เป็นประโยชน์ ถือเอาธรรมอันเป็นประโยชน์
๐ นำเสียซึ่งธรรมอันมิได้เป็นอุปการ ถือเอาแต่ธรรมอันเป็นอุปการ
๐ อุปคัณหณลักขณาสตินั้นมีลักษณะละเสียซึ่งสิ่งอันชั่ว ถือเอาแต่สิ่งอันดี

เปรียบปานดุจนายประตูของบรมกษัตริยาธิราช
๐ ถ้าเห็นผู้ใดประหลาดเข้าไปสู่ประตูพระราชวังนั้น ก็ห้ามเสียมิให้เข้าไป
๐ ผู้ใดที่เป็นอุปการแก่บรมกษัตริย์เจ้า คือ ข้าเฝ้าผู้ใหญ่ผู้น้อยนั้นก็ปล่อยให้เข้าไปสู่พระราชฐาน

“อุปคัณหณลักขณาสติ” ถือเอาแต่ธรรมอันเป็นคุณ เว้นเสียซึ่งธรรมอันมิได้เป็นคุณ ดุจนายประตูอันห้ามเสียซึ่งคนใช่ข้าเฝ้า ถือเอาแต่ข้าเฝ้าที่คุ้นเคยให้เข้าไปสู่พระราชฐาน

สติเป็นอุปคัณหณลักขณาสติเว้นสียซึ่งสิ่งอันเป็นโทษถือเอาซึ่งธรรมอันเป็นประโยชน์เป็นคุณ ชื่อว่ามีสติเป็นอุปคัณหณลักขณาสติ

             องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก  ทรงแสดงวิปัสสนากัมมัฏฐานญาณอันสูงสุด  รู้เห็นตามทัศนะที่มีอยู่จริง  ดุจพระอาทิตย์อุทัยยังโลกให้สว่างฉะนั้น บรรดาสาวกของพระพุทธองค์ได้รับฐานะที่ตั้งของการงานที่ให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงด้วยอาการต่างๆ มาศึกษาปฏิบัติ  จนประทับใจ มนุษย์และเทวดาทั้งหลายเป็นอันมาก ยากที่จะหาสิ่งใด ๆ  ที่มีค่าในโลกมาเปรียบเทียบได้ สิ่งนั้น คือ “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” อันเป็นแนวทางที่เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดโดยส่วนเดียว เรียกว่า “วิสุทธิมรรค”  คือ ทางแห่งความบริสุทธิ์ เมื่อบุคคลใดได้ดำเนินไปตามนี้จนถึงที่สุดแล้ว ย่อมถึงจุดหมายปลายทาง คือพระนิพพานอันเป็นที่บริสุทธิ์สิ้นกิเลสและพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงตามพุทธประสงค์ที่ต้องการจะให้สรรพสัตว์ได้เข้าถึง หรือได้รู้เห็นพระสัทธรรมที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบในพระศาสนานี้ (ขุนสรรพกิจโกศล, ๒๕๐๙ ; ๑๑๐)

การปฏิบัติวิปัสสนาหรือสติปัฏฐาน ๔  (The four foundation of  mindfulness) นี้ เป็นวิชาที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ  เป็นวิชาที่ไม่ลึกลับ ไม่ใช่ของยากและก็ไม่ง่ายนัก เป็นสิ่งที่ทำได้ทุกเพศ ทุกวัย ไม่จำกัดด้วยกาล ด้วยสถานที่ และผู้ปฏิบัติพึงรู้ได้ด้วยตนเอง  ได้ผลทันตาเห็น  ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า  โรงเรียนและตำราที่ใช้ศึกษาและปฏิบัติก็คือร่างกายของเราอันยาววา หนาคืบ กว้างศอก  มีสัญญาใจครอง นี่เอง

การปฏิบัติวิปัสสนาเป็นยอดของการบูชา เป็นการปฏิบัติตามรอยยุคลบาทของพระพุทธองค์  การบูชาด้วยอามิสใด ๆ ก็ไม่เท่ากับการบูชาพระองค์ด้วยการปฏิบัติบูชา ดังที่ได้ตรัสแก่พระอานนท์เถระว่า

ดูก่อนอานนท์ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (โลกุตตรธรรม ๙)ปฏิบัติชอบยิ่งปฏิบัติตามธรรมอยู่ (คือเจริญวิปัสสนาหรือสติปัฏฐาน ๔) ผู้นั้นชื่อว่าได้สักการะ เคารพ นับถือ บูชา (เรา) ตถาคต ด้วยการบูชาอย่างสูงสุด  (ที. ม. ๑๐/๑๙๙/๑๔๙)

 สติปัฏฐาน 4 (ที่ตั้งของสติ, การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมันเอง – foundations of mindfulness)
1. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณากายให้รู้เห็นตามเป็นจริง ว่า เป็นเพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา – contemplation of the body; mindfulness as regards the body) ท่านจำแนกปฏิบัติไว้หลายอย่าง คือ อานาปานสติ กำหนดลมหายใจ 1 อิริยาบถ กำหนดรู้ทันอิริยาบถ 1 สัมปชัญญะ สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง 1 ปฏิกูลมนสิการ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้ 1 ธาตุมนสิการ พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ 1 นวสีวถิกา พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน 9 ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น 1
2. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา – contemplation of feelings; mindfulness as regards feelings) คือ มีสติรู้ชัดเวทนาอันเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส และเป็นนิรามิสตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ
3. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา – contemplation of mind; mindfulness as regards thoughts) คือ มีสติรู้ชัดจิตของตนที่มีราคะ ไม่มีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะ เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ ฯลฯ อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ
4. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา – contemplation of mind-objects; mindfulness as regards ideas) คือ มีสติรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ 5 ขันธ์ 5 อายตนะ 12 โพชฌงค์ 7 อริยสัจ 4 ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ.

ศูนย์ประสานงาน

มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

ติดต่อด้วยตัวเอง

ศูนย์ประสานงาน มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย อาคาร 100 ปี คุณยายอาจารย์ฯ โซนอาคาร ชั้น  2  วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

  • วันจันทร์ – เสาร์   เวลา 9.00 – 11.00 และ 13.00 – 17.00 น.
  • วันอาทิตย์ที่ เสา N26 สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย
  • โทรศัพท์ 093-0757997,086-326-3822

ติดต่อทางไปรษณีย์

ส่งเอกสารต่างๆ โดยจ่าหน้าซองมาที่

ศูนย์ประสานงานดีโอยู ตู้ ป.ณ. 69 ปณจ. คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120

ทาง Internet

website : www.dou.us  / www.thaidou.us

email : info@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศไทย) , jp-dou@dou.us (สำหรับนักศึกษาในประเทศอื่นๆ